ศูนย์พระเครื่องพระบูชาออนไลน์ https://www.amuletsale4u.com

 เข้าสู่ระบบ - สมัครสมาชิก  

(webpage) 200981_55956.gif

หลักการห้อยพระขึ้นคอ

โดย อาจารย์ประถม อาจสาคร

                    คนไทยนิยมใช้และบูชาพระเครื่องพระพิมพ์มาช้านานไม่มีวันเบื่อหน่ายคลายจาง ทั้งนี้น่าจะเริ่มในสมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานีหลังหลุดพ้นจากอิทธิพลของขอมแล้ว นิยมสร้างพระเครื่องพระพิมพ์บรรจุกรุตามเจดีย์และศาสนสถานต่าง ๆ โดยการนำขององค์พระมหากษัตริย์และคณาจารย์ต่างๆ นับเป็นต้นฉบับสืบเนื่องกันต่อมาทุกยุคสมัย เช่น สมัยอยุธยาตอนต้นที่เราเรียกกันว่าสมัยอู่ทอง สมัยอยุธยากลาง สมัยอยุธยาปลาย จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ยุคปัจจุบัน

 

                    พระเครื่องนับว่ามีบทบาทเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยจนแทบจะกำหนดได้ทุกครัวเรือนที่เป็นชาวพุทธ ยามสงบก็ใช้พระเครื่องเป็นสิ่งคุ้มกันในการผจญภัยต่าง ๆ ใช้เป็นสื่อในการทำมาค้าขาย ในยามสงครามใช้สำหรับปกป้องคุ้มครองประเทศชาติเพราะเป็นการรบแบบประชิดตัวในดงหอกดงดาบ ใครดีใครอยู่ ใครไม่ดีก็ตายไป ทำให้เกิดกำลังใจอันห้าวหาญ เป็นพละปัจจัยในการสู้รบ พระเครื่องจึงอาจมีบทบาทในการทำสงครามป้องกันชาติขับไล่อริราชศัตรู

                    ศิลปการใช้พระเครื่องในสมัยโบราณนิยมอมไว้ในปาก จนมีคำพังเพยว่า "ถึงอมพระมาพูดก็ไม่อยากเชื่อ" ใช้ผูกแขนด้วยผ้าประเจียด ใช้คล้องสะพายแบบสังวาลย์ หรือคล้องคอ ใช้บรรจุในมงคลคาดศีรษะสำหรับพวกแทงกระบี่ตีกระบอง เคยมีการค้นพบพระวัดตะไกรพิมพ์หนึ่ง นิยมซ่อนอยู่ในมงคลคาดศีรษะ เลยนิยมเรียกกันว่า พระวัดตะไกรหน้ามงคล เป็นต้น สมัยต่อมาใช้วิธีถักด้วยเชือกหรือลวดเงิน ทอง ทองแดง หรือเลี่ยมเปิดหน้าหลัง หรือบางทีก็เจาะด้านหลังเป็นรูปใบโพ สอบถามได้ความว่าเพื่อจะให้สัมผัสกับธาตุทั้ง ๔ ในกายตัว ที่เจาะเป็นรูปใบโพเรียกว่า "พระเจ้าเปิดโลก" และปรากฏประสบการณ์สูง แต่ในด้านการอนุรักษ์แล้วใช้การไม่ได้ สุนทรีภาพขององค์พระจะสึกกร่อนมาก

                    ในสมัยปัจจุบันพระเครื่องที่อยู่ในเกณฑ์นิยม กลายเป็นสินค้าราคาแพงจนน่าใจหาย ยิ่งแพงยิ่งเป็นสิ่งที่นิยมชมชอบ แม้จะไม่มีปัญญาเป็นเจ้าของก็ยังสนับสนุน ประกอบกับพระเครื่องโบราณชักฝืดและหายาก จึงคิดอนุรักษ์สุนทรีภาพขององค์พระด้วยการเลี่ยมตลับอย่างดี หรือบางที่ก็ใช้พลาสติคอย่างหนาเลี่ยมปิดสนิทแบบน้ำไม่เข้าลมไม่ออก แต่การใช้พระไม่ประสบผล คือถ้าเกิดอุบัติเหตุหากไม่ตายก็เลี้ยงไม่โตทุกรายไป เป็นเพราะปราศจากวิทยาการในการใช้พระเครื่อง ไม่ศึกษาถึงรังสีของพระเครื่องและเรื่องของธาตุรู้หรือวิญญาณธาตุย่อมต้องเดินในอากาศธาตุ เมื่อไปปิดกั้นพลังคุ้มครองซึ่งเสมือนสนามแม่เหล็ก พลังจึงไม่สามารถกระจายออกได้ จึงทำให้ลดคุณภาพจนถึงปราศจากคุณภาพ

                    สำหรับเรื่องนี้ได้อธิบายมานานปีแล้ว มีบุคคลเชื่อเป็น ๒ ฝ่าย ส่วนช่างเลี่ยมพระจะไม่แนะนำอะไร เพียงแต่รับเลี่ยมอย่างเดียว หากสั่งให้เจาะก็จะทักท้วงว่าไม่มีใครเขาเจาะกัน ดีไม่ดีเชยแหลก การกล่าวเช่นนี้ผมจัดว่า "เป็นสื่อมัจจุราชสี่มุมเมืองทีเดียว" คือเป็นเหตุให้ผู้จ้างเลี่ยมพระนั้นได้ตายสนิทไม่มีทางแก้ไข ผู้ที่คบคุ้นกับผมจะเชื่อโดยเหตุผลและประสบการณ์ ผมเองก็ได้มีผู้หวังดีมาแนะนำอบรมสั่งสอนเพื่อคลายสโลแกนที่ว่า "เปิดไว้ปลอดภัยกว่า" ซึ่งตัวผมเองก็คิดคำนึงว่ามันเปรียบเสมือนมีดสองคม หากผู้คิดมิชอบนำไปใช้ก็จะเป็นเรื่องน่าหนักใจ เพราะอิทธิคุณที่บรรจุไว้ ท่านมักตรงไปตรงมา ยัดใส่ปากปลาก็คุ้มกันมีดได้ แขวนคอสุนัขก็เคยลองกันยิงได้ ท่านคุ้มหมดเว้นแต่ถึงคราวจะสิ้นอายุขัยจริง

                    อันศิลปการใช้พระเครื่องของขลังมีอยู่มากมายหลายประการ สิ่งที่สำคัญที่สุดก่อนที่จะนำพระแขวนคอฝากชีวิตกัน ต้องศึกษาหาความรู้ว่าพระที่จะนำมาแขวนคอมีอิทธิคุณคุ้มครองทางด้านใด หรือมีผลทางด้านไหนสูง เช่น แคล้วคลาด เมตตามหานิยม อยู่ยงคงกระพัน ฯลฯ การตรวจพระมิใช่ตรวจเพียงวัตถุธาตุหรือรูปธรรม คุณพระหรืออิทธิคุณเป็นนามธรรม สร้างจากจิตจึงจำเป็นต้องตรวจด้วยจิตอย่างปฏิเสธมิได้ การตรวจด้วยแว่นส่องเพียงอย่างเดียวไม่สามารถเห็นหรือทราบอิทธิคุณได้ แม้จะมั่นใจว่าพระที่ได้มาเป็นของแท้ เพราะได้มาจากวัดหรือรับมาจากมือก็ไม่ควรประมาท จากประสบการณ์อันยาวนานพบว่า พิมพ์ใช่ถูกต้อง แต่พลังไม่มี เพราะเหตุใด? ที่นี่มีคำตอบคือ
 

                    ๑. ฤกษ์ในขณะสร้างพระ พิมพ์พระ ปั๊มพระ ไม่ถูกต้อง ตรงกับฤกษ์ไม่ดีที่เรียกว่าลูกพิษ แม้จะผ่านการปลุกเสกนานเท่าใดก็ปราศจากอิทธิคุณ คือยังมีค่าเท่ากับศูนย์เช่นเดิม
                    ๒. สร้างพระไว้เกินจำนวนมิได้ผ่านพิธีปลุกเสก แอบสร้างเกินไว้เพื่อหวังผลทางพาณิชย์
                    ๓. เป็นพระเสื่อม หมดพลัง ไม่มีเทพรักษาคุ้มครอง เพราะผู้ใช้นำไปสู่สถานที่อันไม่สมควร
                    ๔. เป็นของทำเลียนแบบ ไม่ผ่านการปลุกเสก เรียกว่าเก๊นอก เก๊ใน
                    ๕. เป็นของทำเลียนแบบ แต่ผ่านการปลุกเสก สำหรับผู้ที่เชี่ยวชาญทางปรจิตจะทราบได้ว่าพลังต่างจากของแท้ และบางครั้งมีอิทธิคุณสูงไม่แพ้ของเดิม หรือพลังสูงกว่าก็ยังมี แต่ทางรูปเขาบอกว่า เก๊

                    ดังนั้นการใช้พระเครื่องจึงเป็นศาสตร์และศิลป์ที่ละเอียดลึกซึ้ง ไม่ใช่มีแว่นส่องพระ จำชื่อพระ จำรูปจำแบบ จำโค๊ด ก็ถือว่าเก่งแล้ว คราวนี้ถ้าเรามีพระดีมีอิทธิคุณและใช้ให้ถูกต้องย่อมได้รับผลสูงสุด  

 

                    การใช้พระเครื่องแต่ไม่ได้เข้าอยู่ในหลักวิชา เพียงนึกคิดเอาเองหรือทำตาม ๆ กันไป เช่นบางคนแขวนพระคี่ คือ ๑, , , , ๙ บางคนถือว่าพระปิดตาเป็นพระที่ขัดลาภ เช่นนี้ก็ควรทดสอบดู คือผู้ใดมีพระปิดทวารวัดหนังสักร้อยองค์ พระปิดตาวัดทองสุวรรณารามอีกร้อยองค์ เป็นพระแท้ทั้งสิ้น รับรองบันไดบ้านไม่แห้งแน่ ก็ลองเอาหลักแสนคูณด้วย ๒๐๐ ดูเถอะ หรือพระปิดตาหลวงปู่โต๊ะวัดประดู่ฉิมพลี รุ่นปลดหนี้ ก็ไม่รู้ปลดหนี้คนขายหรือคนซื้อ บางท่านก็ยึดถือพระพิมพ์ประจำวันเกิดเป็นหลัก ทีนี้พระนอกวันเกิด เช่น พระลีลา พระควัมปติ พระปิดทวารทั้งเก้า พระปางมารวิชัย พระตรีกาย พระนารายณ์ทรงปืน จะจัดกันอย่างไร ก็เห็นใช้กันไปตามเขานิยม ตามหลักวิชาที่ทดสอบด้านรังสีแล้ว พระหมวดคงกระพันเข้ากันได้ พระหมวดเมตตาก็เข้ากันได้เป็นสมังคีธรรมไป หากไปจัดแบบเบญจภาคีเข้า รังสีพระจะขัดกัน ไม่ตายก็เลี้ยงไม่โต เพราะพระแต่ละชนิดประกอบด้วยพลังต่างกัน ถ้าอยู่ในองค์เดียวกันย่อมไม่มีการขัดแย้ง เปรียบเสมือนเรามีทีวีเครื่องหนึ่ง จะเปิดช่อง ๓, , , จะไม่มีช่องอื่นมาแทรกและเลือกเปิดได้ทีละช่อง การใช้พระหลายองค์ที่ไม่อยู่ในแนวทางเดียวกัน เปรียบเสมือนมีทีวีหลายเครื่อง เปิดหลายช่อง ไม่ทราบจะดูช่องไหนดี การที่โบราณกล่าวว่า "พระท่านเกี่ยงกัน" น่าจะเป็นข้อคิด มิใช่คำพูดที่ตลกขบขัน ดังนั้น การใช้พระองค์เดียวที่มีพลังครบทุกด้านจึงให้ผลสูงสุด เพราะผู้ใช้จะมีจิตเป็นหนึ่งเป็นสมาธิ เมื่อประสบเหตุก็มีจิตตั้งมั่นไม่ซัดส่าย หากท่านใดคิดจะศึกษาศิลปการใช้พระเครื่องก็ควรใช้หลักโหราศาสตร์เป็นเครื่องประกอบ เพราะหลักโหราศาสตร์มีความสัมพันธ์อันแนบแน่น ตั้งแต่การสร้าง การเสก การประกอบพิธีปลุกเสก ฯ

                    ก่อนอื่นทำความรู้จักกับ พระประจำวัน สีประจำวัน สีที่ควรเว้น
                    ๑. วันอาทิตย์ พระปางถวายเนตร สีบริวารสีแดง สีที่ควรเว้นคือสีฟ้า
                    ๒. วันจันทร์ พระปางห้ามญาติ สีบริวารสีเหลือง สีที่ควรเว้นคือสีแดง
                    ๓. วันอังคาร พระปางไสยาสน์ สีบริวารสีชมพู สีที่ควรเว้นคือสีเหลือง
                    ๔. วันพุธ พระปางอุ้มบาตร สีบริวารสีเขียว สีที่ควรเว้นคือสีชมพู
                    ๕. วันพฤหัส พระปางสมาธิ สีบริวารสีน้ำตาลหรือสีส้ม สีที่ควรเว้นคือสีดำ
                    ๖. วันศุกร์ พระปางรำพึง สีบริวารสีฟ้า สีที่ควรเว้นคือสีน้ำเงินและสีม่วง
                    ๗. วันเสาร์ พระปางนาคปรก สีบริวารสีดำหรือสีเทา สีที่ควรเว้นคือสีเขียว
                    ๘. วันราหู (วันพุธกลางคืน) พระปางปาลิไลยก์ สีบริวารสีน้ำเงินหรือสีม่วง สีที่ควรเว้นคือสีน้ำตาล

                    วันคู่มิตรที่ใช้แทนกันได้
                    ๑. อาทิตย์เป็นมิตรกับครู พระปางถวายเนตรกับพระปางสมาธิ
                    ๒. จันทร์โฉมตรูพุธนงเยาว์ พระปางห้ามญาติกับพระปางอุ้มบาตร
                    ๓. ศุกร์ปากหวานอังคารรับเอา พระปางรำพึงกับพระปางไสยาสน์
                    ๔. ราหูกับเสาร์เป็นมิตรแก่กัน พระปางนาคปรกกับพระปางปาลิไลยก์

          หากไม่พิจารณาให้ดีแล้วจะเห็นว่าเป็นไปได้ยาก คณาจารย์ใดจะจัดสร้างพระสีพิสดารอะไรเช่นนั้น การที่ลงไว้ก็เพื่อให้ครบสูตร สิ่งที่ว่านั้นมีอยุ่หรือหาทดแทนกันได้ และพระพิมพ์ที่สร้างจากพระราชวังหน้าก็มีครบแทบทุกปางทุกสี ต้องศึกษาค้นคว้าด้วยความละเอียดอ่อน อย่ามองข้ามพระสี อย่าดูถูกว่าพระลิเก พระนอกระบบ ปราชญ์โบราณท่านฉลาดรอบรู้ ท่านบรรจงสร้างด้วยจิตวิญญาณ แต่ลูกหลานไม่สนใจ มองข้ามด้วยสายตาที่ดูแคลน ถ้าเห็นใครแขวนพระสีก็ว่าเชย ไม่มีคุณค่า ไร้ราคา ฯลฯ

สีแห่งธาตุวิเศษ ๕ ประการ

ธาตุวิเศษ ๕ ประการของนักปราชญ์จีนในสมัยโบราณ กำหนดไว้ ๕ ธาตุด้วยกันคือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ทอง จัดเป็นอาถรรพ์และมงคลสูงสุด และนับถือสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน
 

                    ๑. ธาตุดิน สีเหลือง ตรงกับความหมายของคำว่า "ซิ่ว" อายุวัฒนะยืนยาว
                    ๒.ธาตุน้ำ สีดำ ตรงกับความหมายว่า "ซิ่ว" อายุวัฒนะยืนยาว ปกติดิน ทราย น้ำ ย่อมเป็นสิ่งคู่กันตามธรรมชาติ ดินมีอายุยาวนาน น้ำก็มีอายุยาวนาน เปรียบอายุของคน ดุจเพียงดาวกระพริบแสง
                    ๓. ธาตุลม ไม่มีสี จึงใช้ธาตุไม้สีเขียวแทน ตรงกับคำว่า "ลก" บริวาร
                    ๔. ธาตุไฟ สีแดงหรือสีแสด ตรงกับความหมายของคำว่า "ฮก" บารมีเกริกไกร ดาวในจักรวาลดวงใดเล่าจะมีอิทธิพลเท่าดวงอาทิตย์
                    ๕. ธาตุทอง สีขาว ตรงกับความหมายของคำว่า "ลก" บริบูรณ์ด้วยโภคทรัพย์ควบคู่กับบริวาร

                    รวมคุณวิเศษทั้งหมดเข้าสู่องค์พระ งามดั่งจิตกรรมฝาผนัง ศิลปแห่งมรดกไทย เป็นปริศนาธรรมอันลึกล้ำ สนองภูมิปัญญาของผู้ที่เรียกตนเองว่านักพระเครื่อง ซึ่งจะได้ช่วยอนุรักษ์มรดกไทย ผมถวายพระนามพระชนิดนี้ว่า "พระสมเด็จปัญจสิริ" นับเป็นโบราณวัตถุอันทรงคุณค่ายิ่ง

                    เพื่อให้ครบหลักเกณฑ์ทางวิชาการ จำเป็นต้องเข้าใจกับทักษาพิศดารให้เข้าใจก่อน คำว่าทักษาคือ บริวาร อายุ เดช ศรี มูละ อุตสาหะ มนตรี กาลกิณี มีอยู่ด้วยกัน ๘ อย่าง จัดเป็นมูลพยากรณ์ในการใช้พระอย่างพิศดาร หากพิจารณาให้ลึกซึ้งจะเห็นว่าให้ผลดีเลิศกว่าการใช้พระแบบทั่วไป

                    บริวาร หมายถึงผู้แวดล้อมคอยรับใช้ ผู้ห้อมล้อมติดตาม ผู้ไกล้ชิดและบริวารทั่วไป สิ่งอยู่รอบตัวเรารวมถึงเสื้อผ้าของใช้ ตรงกับความหมายว่า "ลก"
                    อายุ หมายถึงความแข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ความยั่งยืน ตรงกับความหมายว่า "ซิ่ว" อายุยืนยาว
                    เดช หมายถึงอำนาจ ความงาม ความสุกใส ชื่อเสียงเกียรติยศ ความสง่างาม ตรงกับคำว่า "ฮก" บารมีเกริกไกร
                    ศรี หมายถึงความงาม ความดี ความน่ารัก ความเจริญ ความร่ำรวย ความสำเร็จ มงคล ความเป็นใหญ่ อำนาจ ราชศักดิ์
                    มูละ หมายถึงทุนทรัพย์ เหตุ ที่ตั้ง มีพื้นฐานมั่นคง สถานที่ประกอบธุรกิจ สถานที่อยู่อาศัย
                    อุตสาหะ หมายถึงความพยายาม ความขยัน ความอดทน การประกอบอาชีพการงาน
                    มนตรี หมายถึงมีผู้คอยช่วยเหลือ ให้คำปรึกษา ให้คำแนะนำหรือเป็นที่ปรึกษา
                        กาลกิณี หมายถึงความชั่วร้าย ความสูญเสีย ความบกพร่อง อุปสรรค โรคร้าย

                    สรุป ต้องทำความเข้าใจกับตัวเองก่อน ว่าเราคือใคร มีอาชีพความเป็นอยู่อย่างไร ต้องการอะไรให้กับชีวิต แล้วมาพิจารณาว่าสมควรใช้พระแบบไหน สีอะไร ประการแรกให้ตัดสีที่เป็นกาลกิณีออกไป แล้วค่อย ๆ ใช้ปัญญาพิจารณาไตร่ตรองดู ก็จะประสบความสำเร็จขั้นสูงสุดในศาสตร์และศิลป์การใช้พระ

                    สำหรับผู้ที่ศึกษาแล้วเกิดความท้อแท้ โบราณท่านกล่าวว่า " รู้มากยากนาน รู้น้อยพลอยรำคาญ " เรื่องอะไรที่เราไม่คุ้นเคยมันก็ดูยากไปทุกเรื่อง หาพระสีที่ต้องการไม่ได้ พระประจำวันก็หาลำบาก เคยเห็นพระกำลังแผ่นดินไหม ทำไมต้องเป็นปางสมาธิสีน้ำตาล พระองค์ท่านเป็นปราชญ์ทรงรอบรู้สารพัดศาสตร์ ทรงพิจารณาแล้วว่า สีน้ำตาลนี่แหละที่สะดวกเข้าได้ทั้ง ๗ วัน ยกเว้นราหูก็ช่วยตนเองหน่อย

 

                    เพื่อความสะดวกเป็นตัวอย่างให้พิจารณาดังนี้

                    ผู้เกิดวันอาทิตย์ พระปางสมาธิสีน้ำตาลจัดเป็นอุตสาหะ ปางสมาธิสีแดง/ชมพูจัดเป็นเดช(ฮก) ปางสมาธิเป็นบริวาร(ลก) ปางสมาธิสีนวล/เหลืองเป็นอายุ(ซิ่ว) พระสมเด็จปัญจสิริ สีแดง ชมพู ขาว เหลือง ฯ เว้นสีฟ้า
                 ผู้เกิดวันจันทร์ พระปางสมาธิสีน้ำตาลจัดเป็นมูละ ปางสมาธิสีเขียวเป็นเดช(ฮก)ปางสมาธิสีนวล/เหลืองเป็นบริวาร(ลก) ปางสมาธิสีเหลือง/ชมพูเป็นอายุ(ซิ่ว)พระสมเด็จปัญจสิริ สีเขียว ขาว เหลือง ชมพู ฯ เว้นสีแดง
                    ผู้ที่เกิดวันอังคาร พระปางสมาธิจัดเป็นศรี ปางสมาธิสีแดง/ดำเป็นเดช(ฮก)ปางสมาธิสีชมพูเป็นบริวาร(ลก) ปางสมาธิสีเขียวเป็นอายุ(ซิ่ว) พระสมเด็จปัญจสิริ สีแดง ดำ นวล ชมพู เขียว ฯ เว้นสีเหลือง
                    ผู้ที่เกิดวันพุธ พระปางสมาะสีน้ำตาลเป็นเดช(ฮก) ปางสมาธิสีเขียวเป็นบริวาร(ลก)ปางสมาธิสีดำเป็นอายุ(ซิ่ว) พระสมเด็จปัญจสิริ สีแดง น้ำตาล ขาว เขียว เหลือง ดำ ฯ เว้นสีชมพู
                    ผู้ที่เกิดวันพฤหัส พระปางสมาธิสีฟ้าจัดเป็นเดช(ฮก) ปางสมาธิสีน้ำตาลเป็นบริวาร(ลก)ปางสมาธิสีน้ำเงินเป็นอายุ(ซิ่ว) พระสมเด็จปัญจสิริ สีแดง ฟ้า ขาว น้ำตาล เหลือง น้ำเงินเข้ม ฯ เว้นสีดำ
                    ผู้ที่เกิดวันศุกร์ พระปางสมาธิสีน้ำตาลเป็นมนตรี ปางสมาธิสีเหลืองเป็นเดช(ฮก)ปางสมาธิสีฟ้าเป็นบริวาร(ลก) ปางสมาธิสีแดงเป็นอายุ(ซิ่ว)พระสมเด็จปัญจสิริ สีแดง เหลือง ขาว ฟ้า ฯ เว้นสีน้ำเงินเข้ม/ม่วง
                    ผู้ที่เกิดวันเสาร์ พระปางสมาธิสีน้ำตาลเป็นอายุ(ซิ่ว) ปางสมาธิสีน้ำเงินเป็นเดช(ฮก)ปางสมาธิสีดำเป็นบริวาร(ลก)พระสมเด็จปัญจสิริ สีแดง น้ำเงินเข้ม ขาว ดำ เหลือง น้ำตาล ฯ เว้นสีเขียว
                    ผู้เกิดวันราหู (วันพุธกลางคืน) พระปางปาลิไลยก์ ปางอุ้มบาตร หรือปางนาคปรก สีแดงเป็นเดช(ฮก)สีน้ำเงินเป็นบริวาร(ลก) สีฟ้าเป็นอายุ(ซิ่ว) เว้นสีน้ำตาล

 

 

ขอขอบคุณเป็นอย่างสูงไว้ ณ ที่นี้

www.amuletsale4u.com

(webpage) 200981_55956.gif