ศูนย์พระเครื่องพระบูชาออนไลน์ https://www.amuletsale4u.com

 เข้าสู่ระบบ - สมัครสมาชิก  

(webpage) 200981_55956.gif


พระสมเด็จวัดระฆัง : มุมมองทางวิชาการ

บทความโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ณัฐนนต์ สิปปภากุล (ประธานนิสิตปริญญาเอก สาขาศิลปวัฒนธรรมวิจัย มศว.)


   

               การศึกษาพระพิมพ์เนื้อผงสมเด็จวัดระฆังของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) นั้น จำเป็นจะต้องศึกษาให้ครบทุกด้านทั้งเรื่อง วัฒนธรรม (Culture) ประวัติศาสตร์ (History) มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ (Humanities and Social Sciences) พุทธศิลป์ (Amulet Art) วิทยาศาสตร์ (Science) และพลังพุทธานุภาพ (Power of mind) เพื่อให้เข้าใจและมีความรู้ที่ถูกต้อง เปิดใจให้กว้าง อย่าเชื่อจากคำบอกเล่า อย่าเชื่อเซียน อย่าเชื่อหนังสือเล่มหนึ่งเล่มใด หรือแม้กระทั่งบทความของผู้เขียนที่ท่านกำลังอ่านอยู่นี่ก็ตาม เพราะหากมีองค์ความรู้ที่สืบค้นได้ใหม่ มันจะมาทดแทนความรู้เก่าในภายหลัง นี่คือความจริงทางด้านวิชาการที่สากลยอมรับ บทความนี้จึงเป็นการเติมเต็มช่องว่างที่ขาดหายไป แม้จะยังมิใช่ข้อสรุป แต่ก็พอจะเป็นแนวทางสำหรับผู้ศึกษามือใหม่ได้เข้าใจมากขึ้น

ด้านวัฒนธรรม 
               การศึกษาด้านวัฒนธรรมได้แก่ ความเชื่อ ความศรัทธาในพระพุทธศาสนา และประเพณีนิยมของผู้สร้าง จุลทัศน์ พยาฆรานนท์ (2550) ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ศิลป์และโบราณคดีของไทย ได้บรรยายในชั่วโมงเรียนระดับปริญญาเอกของผู้เขียน เกี่ยวกับสารัตถะในการสร้างศาสนศิลป์ว่า 1) สร้างเพื่อประเพณีนิยม ค่านิยม 2) สร้างเพื่อเป็นสิ่งชักจูงให้คนศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา 3) เพื่อเป็นสื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจต่อพระพุทธธรรม 4) เพื่อเป็นสื่อในการจรรโลงจิตใจทางอุดมคติ ความจริง ความดี ความงาม เป็นอุดมคติคำสอนของพระพุทธเจ้า ต้องสว่าง สงบ สะอาด 5) เป็นสื่อในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างพระสงฆ์และศาสนิกชน ดังจะเห็นได้จากประเพณีการสร้างพระพิมพ์ในยุคต่างๆ เช่น ในสมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ 11-16 นิยมสร้างพระพิมพ์ดินเผาเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ต่อมาในสมัยศรีวิชัย ราวพุทธศตวรรษที่ 13-18 มีการสร้างพระพิมพ์ดินดิบ สันนิษฐานว่า คงสร้างขึ้นตามประเพณีนิยมในลัทธิมหายาน เมื่อมีการเผาศพพระเถระที่มรณภาพหรือบุคคลที่ตายแล้ว เอาอัฐิธาตุคลุกเคล้ากับดินแล้วพิมพ์ออกมาเป็นพระพุทธรูปหรือพระโพธิสัตว์ไว้เป็นพระพิมพ์ดินดิบ และไม่นิยมนำมาเผาซ้ำอีกเพราะถือว่าได้เผาแล้ว ล่วงมาถึงสมัยอยุธยาก็ยังคงสร้างพระพิมพ์เพื่อพุทธศาสนาหรือเพื่อการทำบุญ สิ่งที่ยืนยันให้เห็นว่าเป็นเรื่องของการทำบุญได้ดีก็คือ มีกล่าวในศิลาจารึกในสมัยอยุธยาว่า สร้างพระเท่าจำนวนวันเกิดแล้วฝังในเจดีย์เป็นต้น (ศรีศักร วัลลิโภดม.2537:79) นอกจากนั้น ยังมีพระพิมพ์ที่บรรจุกรุต่างๆ อีกมากมาย เช่น พระตระกูลลำพูน สุโขทัย กำแพงเพชร พิษณุโลก ลพบุรี สุพรรณบุรี อยุธยา มหาสารคาม ฯลฯ ล้วนมีคตินิยมในการสร้างพระเพื่อเป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น

               ส่วนการสร้างพระพิมพ์ในยุครัตนโกสินทร์ โดยเฉพาะการสร้างพระพิมพ์เนื้อผงของสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี)นั้น มีวัตถุประสงค์ในการสร้างก็เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนาเป็นหลัก มิใช่สร้างเพื่อการค้าหรือเรี่ยไรเงินแต่อย่างใด ดังจะเห็นได้จากการสร้างพระพิมพ์เพื่อบรรจุกรุในสถานที่ต่างๆ เช่น กรุวัดระฆัง กรุวัดชีปะขาว กรุวัดตะไกร กรุวัดบางขุนพรหม กรุวัดเกศไชโย กรุวัดพระธาตุพนม ฯลฯ แต่ละแห่งน่าจะถูกสร้างให้ได้จำนวน 84,000องค์ตามพระธรรมขันธ์ “มูลเหตุที่เจ้าประคุณสมเด็จฯ สร้างพระพิมพ์ขึ้นนั้น สืบเนื่องมาแต่ท่านได้ปรารภถึงพระมหาเถระในปางก่อนว่า มักสร้างพระพิมพ์บรรจุไว้ในปูชนียวัตถุสถาน มีพระเจดีย์เป็นต้น เพื่อเป็นการสืบต่อพระพุทธศาสนา โดยถือว่าเมื่อต่อไปข้างหน้าช้านานถึงพระเจดีย์วิหารจะสูญไป ใครไปขุดพบพระพิมพ์ก็จะได้เห็นพระพุทธรูป รู้ว่าพระพุทธเจ้าเคยมีเคยได้โปรดสัตว์ในโลกนี้ ชวนให้ระลึกถึงพระพุทธคุณต่อไป ท่านปรารถนาจะประพฤติตามคตินั้น จึงได้สร้างพระพิมพ์ขึ้นจำนวนมาก”(พระครูปลัดสมคิด สิริวฑฒโน. 2550:66)

               นอกจากสมเด็จโตจะได้สร้างพระพิมพ์เพื่อบรรจุกรุต่างๆดังกล่าวแล้ว ท่านยังสร้างพระพิมพ์ขึ้นเนื่องในโอกาสต่างๆ รวมทั้งพระสมเด็จวังหน้าหรือสมเด็จเบญจรงค์ ปี พ.ศ.2412 ที่นำมาบรรจุกรุในวัดพระแก้วในภายหลัง อีกเป็นจำนวนมาก (มิใช่มีแค่สองพันกว่าองค์ตามที่กลุ่มเซียนสร้างวาทกรรมไว้) เพื่อไว้แจกจ่ายกับผู้มีบุญ ซึ่งต่อมาในภายหลัง รัชกาลที่5ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระสมเด็จชนิดปรกเมล็ดโพธิ์ ที่เรียกกันว่า “สมเด็จเขียว” ให้กับประชาชนในช่วงเกิดโรคอหิวาต์ระบาดหรือในช่วงสงคราม ก็เพื่อให้ผู้ที่ได้ครอบครองได้พ้นจากเภทภัยต่างๆ หรือในช่วงสงบก็ให้ระลึกถึงคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นต้น แต่กลุ่มบุคคลในภายหลัง ได้นำเอาพระพิมพ์ของท่านมาแปรสภาพเป็นสินค้า รวมทั้งมีการปลอมแปลง สร้างวาทกรรมบิดเบือนความจริง บอกพระแท้เป็นพระปลอม สร้างพระปลอมเป็นพระแท้และปิดกั้นผู้อื่น เพื่อสร้างความร่ำรวยให้กับกลุ่มตน จึงกลายเป็นประเพณีนิยมในการสร้างพระต่างๆตามมามากมายในปัจจุบัน มิหนำซ้ำการที่ตัวเองรู้ว่า พระองค์นั้นแท้ แต่กลับไปบอกว่าเป็นพระปลอม ก็เท่ากับเป็นการไปดูถูกเหยียดหยามหรือลดค่าความเป็นพระอันบริสุทธิ์ของสมเด็จโตลงไปต่ำสุด หรือพวกเขาไม่เชื่อเรื่องของเวรกรรม จึงกระทำได้เช่นนั้น โปรดมีความเมตตาและความจริงใจต่อผู้อื่นเถิด เพราะสมเด็จโตกำลังดูการกระทำของท่านอยู่ แม้องค์สมเด็จโตจะเมตตาไม่กระทำอะไรต่อท่าน แต่แผ่นดินจะเป็นผู้เอาคืนท่านเอง

               เป็นที่น่าสังเกตว่า ในช่วงปัจจุบันนี้ เริ่มมีพระสมเด็จพิมพ์ต่างๆ หลายเนื้อ หลายสภาพ ปรากฏขึ้นมามาก โดยเฉพาะกับผู้ที่มีบุญหรือผู้ที่ปฏิบัติ นั่นเป็นเพราะว่า ถึงช่วงเวลาที่องค์สมเด็จโตท่านได้กำหนดไว้ ผู้มีบุญและผู้ศรัทธาด้วยความบริสุทธิ์ใจ ก็จะได้เห็นและได้ครอบครองพระสมเด็จด้วยวิธีแปลกๆอย่างไม่คาดฝัน โดยเฉพาะผู้ที่สวดคาถาชินบัญชรมานาน ผู้เขียนเคยสนทนากับผู้มีฌานทั้งหลาย ทั้งพระอริยะสงฆ์ ผู้บรรลุธรรมชั้นสูง ผู้มีองค์ใน ล้วนกล่าวตรงกันว่า นับจากปี พ.ศ.2500เป็นต้นมา ถือเป็นช่วงกึ่งกลางของพุทธศาสนาที่บรรดาเทพทั้งหลายจะลงมาดูแลพระพุทธศาสนาต่อจากพระสงฆ์ ดังที่มีกล่าวไว้ตามพุทธทำนาย และในช่วงนับจากปี พ.ศ.2554-2556 จะเป็นช่วงที่เกิดวิกฤติหนักสุดของมวลมนุษยชาติ ทั้งการรบราฆ่าฟันกันระหว่างผู้ที่มีจิตหยาบ ชั่ว สงครามกลางเมือง สงครามระหว่างประเทศ วิกฤติเศรษฐกิจ วิกฤติการเมือง ภาวะโลกร้อน ภัยธรรมชาติ น้ำท่วมโลก และโรคแปลกๆ ซึ่งล้วนเกิดจากน้ำมือของมนุษย์ใจหยาบทั้งสิ้น จะมีผู้คนล้มตายจำนวนมาก จะเกิดการโกลาหล เงินจะไม่มีค่า ซึ่งในคำทำนายของสำเร็จลุนและสมเด็จโต กล่าวกันว่า นับแต่ปี พ.ศ. 2551-2560 จะเป็นการคัดเซ็นมนุษย์ผู้ที่มีจิตอยู่ในศีลในธรรม ผู้มีบุญจะถูกคัดเลือกให้รอดพ้นจากหายนะต่างๆ พระสงฆ์ไม่สามารถพึ่งได้ ผู้ใดที่มีพระสมเด็จหรือของศักดิ์สิทธิ์เช่น พระกรุที่กำลังผุดขึ้นมาจากใต้พื้นดินในสถานที่ต่างๆจำนวนมาก รวมทั้ง ผู้มีบุญจะเห็นลูกแก้วพญานาค เพชรนาคา ขึ้นมาจากดิน จากถ้ำ บางครั้งร่วงหล่นลงมาจากฟ้า ซึ่งกล่าวกันว่า นับจากช่วงเวลา 250ปีต่อแต่นี้ไป เป็นช่วงของเหล่านาคราชจะเป็นผู้ดูแลพระพุทธศาสนา (ผู้มีบุญและศรัทธาเท่านั้น จึงจะเห็นปรากฏการณ์นี้) ผู้มีใจหยาบจะไม่เชื่อและในที่สุดก็จะถูกภัยธรรมชาติและพวกเดียวกันทำลายซึ่งกันและกันจนหมดไป ที่กล่าวมานี้ มันเป็นเรื่องอจินไตย ที่สามารถรับรู้ได้เฉพาะตน หากท่านเป็นผู้ปฏิบัติและอยู่ในศีลในธรรม ท่านก็ไม่ต้องวิตกกังวล อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด อนึ่ง ณ ปัจจุบันนี้ เป็นที่สังเกตว่า ชาวต่างชาติ โดยเฉพาะคนจีน ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย กำลังเสาะแสวงหาพระสมเด็จและวัตถุมงคลจำนวนมาก เพราะประชาชนบางส่วนในแต่ละประเทศดังกล่าว เป็นผู้ปฏิบัติถือศีล กินเจ และนั่งสมาธิ เขาจึงสามารถล่วงรู้ได้ว่า จะมีสิ่งใดเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ แล้วท่านจะเลือกอยู่ในกลุ่มคนประเภทใด (โปรดบันทึกบทเขียนตอนนี้ไว้ในความทรงจำของท่าน เพื่อจะเป็นข้อพิสูจน์ในภายหลัง)

ด้านประวัติศาสตร์
               การศึกษาด้านประวัติศาสตร์ได้แก่ การศึกษาประวัติของผู้สร้าง เพื่อให้สอดคล้องกับช่วงเวลาในการสร้างพระให้ตรงกับเหตุการณ์ความเป็นจริงในแง่ประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นๆ ยกตัวอย่างเช่น มีบางคนพยายามนำเอาพระสมเด็จที่ด้านหลังมีเหรียญรัชกาลที่ 5ติดอยู่ด้านหลังว่า เป็นพระที่สมเด็จโตสร้างและปลุกเสกเอง ทั้งที่ความเป็นจริงนั้น เหรียญรัชกาลที่ 5ที่ติดอยู่ด้านหลังนั้น มีพระชันษามากแล้ว (มีหนวดและพระพักตร์แก่) จึงเป็นการขัดแย้งกับความเป็นจริง เพราะสมเด็จโตมรณภาพในขณะที่รัชกาลที่ 5ยังทรงพระเยาว์ (19 ชันษา) หรือมีพระสมเด็จบางพิมพ์ที่มีตัวอักษรประกอบทั้งด้านหน้าและด้านหลังนั้น ให้พิจารณาที่คำและตัวอักษรว่า ในสมัยสมเด็จโตนั้น เขาใช้ภาษา ตัวอักษร และคำสะกดอย่างไร ซึ่งการใช้ภาษาและการสะกดตัวอักษรในสมัยนั้น ไม่เหมือนกันกับสมัยนี้ เช่น สมัยก่อนเขียนคำว่า “เปนที่รฤก” ปัจจุบันเขียนว่า “เป็นที่ระลึก” เป็นต้น

               อีกตัวอย่างหนึ่ง มีบุคคลบางกลุ่มพยายามกล่าวหาว่า อ.อรรคเดช กฤษณะดิลก และ ผู้เขียน กำลังหลอกลวงผู้คน โดยการนำเอาพระสมเด็จที่สร้างขึ้นเมื่อ 80ปีที่แล้ว มาบรรยาย ตีพิมพ์ ให้เช่า และออกใบรับรองให้กับสมาชิกทั่วประเทศ ขอให้ผู้อ่านโปรดใช้พิจารณาว่า เมื่อ 80 ปีที่แล้ว วงการพระสมเด็จยังไม่ได้โด่งดัง ยังไม่มีแผงพระ ยังไม่มีสื่อโฆษณาใดๆ และยังไม่มีกลุ่มปั่นราคาให้แพงเฉกเช่นปัจจุบัน แล้วมีเหตุผลอันใดที่จะทำให้คนในยุคสมัยนั้น สร้างพระปลอมขึ้นมาเป็นจำนวนมากนับแสนๆองค์ ครั้นจะบอกว่า เป็นพระที่สร้างขึ้นมาเมื่อไม่กี่ปีก็ไม่ได้ เพราะพระมีความเก่า มีมวลสารครบ และมีที่มาอันบริสุทธิ์จากชาวบ้านและผู้มีบุญ รวมทั้งมีพลังที่สามารถตรวจสอบจากผู้มีฌานได้ มีการตรวจสอบทางด้านวิทยาศาสตร์และทำการวิจัยมาดีแล้ว และมีธรรมชาติของพระแท้ที่หนีไม่ออก แถมยังมีความสวยงามและสมบูรณ์มากอีกด้วย แม้ผู้ที่โจมตีจะมีชื่อเสียงระดับประเทศ แต่พวกเขาก็เกิดไม่ทัน80ปีที่แล้ว ไม่มีหลักฐานอะไรมายืนยัน ได้แต่กล่าวไปเรื่อย หรือพวกเขากลัวจะเสียผลประโยชน์ หรือกลัวเสียฟอร์มกันแน่ ฉะนั้น การศึกษาช่วงเวลาหรือประวัติศาสตร์ จึงเป็นความจริงที่ไม่สามารถบิดเบือนได้

               จากการศึกษาประวัติของสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี) พอสรุปได้ดังนี้ สมเด็จพระพุฒาจารย์ นามเดิม โต นามฉายาว่า พรหมรังสี เกิดในรัชกาลที่ 1 ณ บ้านตำบลไก่จ้น (ท่าหลวง) อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันพฤหัสบดี เดือน 5 ขึ้น 12 ค่ำ ปีวอก จ.ศ. 1150 ตรงกับวันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2331 เวลาพระบิณฑบาต มารดาชื่อ ละมุด (บางคนบอกว่าชื่อ เกศ) เดิมเป็นชาวตำบลท่าอิฐ อำเภอบ้านโพธิ์ (อำเภอเมือง) จังหวัดอุตรดิตถ์ บิดาไม่ปรากฏชื่อ (บางตำราบอกว่าบิดาคือ ร.1 บางตำราบอกว่า ร.2) ขณะที่ท่านเป็นทารกนั้น ครอบครัวได้ย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ที่ตำบลไชโย จังหวัดอ่างทอง พอท่านยืนนั่งได้ ครอบครัวจึงได้ย้ายมาอยู่ที่ตำบลบางขุนพรหม จังหวัดพระนคร กล่าวกันว่า ขณะที่ท่านวัยเยาว์นั้น ท่านได้ศึกษาอักขรสมัยในสำนักเจ้าคุณอรัญญิก (ด้วง) วัดอินทรวิหาร ครั้นอายุ 12 ปี (พ.ศ. 2342) ได้บรรพชาเป็นสามเณร โดยเจ้าคุณบวรวิริยะเถระ (อยู่) วัดสังเวชวิศยาราม บางลำพู เป็นพระอุปัชฌาย์ และได้ย้ายมาอยู่วัดระฆังเพื่อศึกษาพระปริยัติธรรมตั้งแต่บัดนั้น ขณะที่ท่านยังเป็นสามเณรอยู่นั้น ปรากฏว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อครั้งยังดำรงพระยศเป็นสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร ทรงโปรดปรานมาก จึงทรงรับไว้ในพระราชูปถัมภ์ ครั้นอายุครบอุปสมบท พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงพระกรุณาโปรดฯ ให้บวชเป็นนาคหลวงที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (บางท่านบอกว่า บวชที่วัดระฆังโฆสิตาราม) เมื่อปีเถาะ พ.ศ. 2350 โดยมีสมเด็จพระสังฆราชสุก วัดมหาธาตุเป็นพระอุปัชฌาย์

               การศึกษาเบื้องต้นของสมเด็จโตนั้น นอกจากศึกษาคันถธุระ (พระปริยัติธรรม) ที่มีความเชี่ยวชาญดีแล้ว ท่านยังได้ศึกษาวิปัสสนาธุระอย่างจริงจังอีกด้วย จะเห็นได้ว่าในช่วงรัชกาลที่ 2 การศึกษาวิปัสสนาธุระมีความเจริญรุ่งเรืองมาก “ด้วยปรากฏในจดหมายเหตุว่าเมื่อปีมะเส็ง พ.ศ.2364 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โปรดฯให้อาราธนาพระสงฆ์ผู้ทรงคุณในทางวิปัสสนาธุระ ทั้งในกรุงและหัวเมืองปักษ์ใต้ ฝ่ายเหนือ มารับพระราชทานบริขารอันควรแก่สมณะฝ่ายอรัญวาสี แล้วแต่งตั้งเป็นพระอาจารย์บอกพระกรรมฐานแก่พระสงฆ์สามเณรและคฤหัสถ์ รวม 73 รูป” (พระครูปลัดสมคิด สิริวฑฒโน.2550:65) จึงสันนิษฐานว่า สมเด็จโตคงได้ศึกษาจากหลายสำนัก เช่น สำนักเจ้าคุณอรัญญิก (แก้ว) วัดอินทรวิหาร และสำนักเจ้าคุณบวรวิริยะเถระ(อยู่) วัดสังเวชวิศยาราม รวมทั้งได้เรียนจากพระอาจารย์แสง วัดมณีชลขันธ์ ลพบุรีด้วย พระอาจารย์แสงรูปนี้กล่าวกันว่า เป็นผู้ทรงคุณในทางวิทยาคม สามารถย่นเวลาและหนทางได้ นอกจากนั้น ท่านยังได้ศึกษาวิปัสสนากรรมฐานชั้นสูงและการสร้างพระเนื้อผงกับสมเด็จพระสังฆราช (สุกไก่เถื่อน) และสันนิษฐานว่า สมเด็จโตได้ร่วมปลุกเสกพระเนื้อผงนั้นด้วย

               อย่างไรก็ตาม สมเด็จโตมีอัธยาศัยไม่ปรารถนายศศักดิ์ แม้จะแตกฉานในพระไตรปิฎก และเก่งด้านพระปริยัติธรรม แต่ก็ไม่เข้าสอบเป็นพระเปรียญ แม้แต่รัชกาลที่ 3 จะทรงตั้งเป็นพระราชาคณะ ท่านก็ทูลขอเสีย และมักหลบออกไปธุดงค์ตามหัวเมืองต่างๆ รวมทั้งไปไกลถึงลาวและเขมรก็มี แต่ต่อมาในช่วงรัชกาลที่ 4 ท่านจึงยอมรับเอาสมณศักดิ์ดังที่ปรากฏคือ ปี พ.ศ.2395 เป็นพระธรรมกิติ ต่อมาอีกสองปีคือ พ.ศ.2397 เป็นพระราชาคณะผู้ใหญ่ที่พระเทพกวี ครั้นถึงปีชวด พ.ศ.2407 ได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์ จนกระทั่งท่านได้มรณภาพในคืนวันเสาร์ แรม 2 ค่ำ เดือนแปด ปีวอก จ.ศ.1234 ตรงกับวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ.2415 เวลา 2 ยาม คำนวณอายุได้ 85 ปี (ประวัติอย่างละเอียด โปรดศึกษาในหนังสือที่ระลึกงานถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พุทธศักราช 2550 และเล่มอื่นๆ)

               จากการศึกษาประวัติของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ของอาจารย์สุชาติ มั่นคงพิทักษ์กุล (2552) รวมทั้งหลักฐานอื่นๆ ที่ผู้เขียนค้นพบ สามารถเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ต่างๆ ตามหนังสือและบทบันทึกของผู้ที่เกี่ยวข้อง สามารถแบ่งช่วงเวลาของการสร้างพระพิมพ์สมเด็จ ออกเป็น 5 ช่วง พอสรุปได้ดังนี้

               ช่วงที่ 1 พ.ศ.2361 – 2385 ในช่วงของรัชกาลที่ 2 และ 3 สมเด็จโตอายุประมาณ 30-54 ปี ถือเป็นช่วงที่ท่านเริ่มมีชื่อเสียงในด้านการเทศน์ ในช่วงปี พ.ศ.2363-2365 สมเด็จโตได้มีโอกาสร่ำเรียนวิปัสสนากรรมฐานชั้นสูง รวมทั้งการออกแบบและมวลสารในการสร้างพระพิมพ์กับสมเด็จพระสังฆราช (สุกไก่เถื่อน)

               ช่วงที่ 2 พ.ศ.2385 – 2393 ในช่วงของรัชกาลที่ 3 สมเด็จโตอายุ 54-62 ปี หลังจากได้กลับไปจัดงานศพให้โยมมารดา ตอนอายุ 54ปี จากนั้นท่านใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการธุดงค์ ทั้งทางเหนือ ลาว และเขมร ต่อมาได้สร้างพระนอนที่วัดขุนอินทร์ประมูล อ.ป่าโมกข์ จังหวัดอ่างทอง ในช่วงปี พ.ศ.2386 ได้มีการสร้างพระสมเด็จพิมพ์เกศไชโย เนื่องจากพบหลักฐานคือ มีพระสมเด็จพิมพ์เกศไชโยถูกบรรจุอยู่ในฐานรูปหล่อองค์เหมือนสมเด็จโต รวมทั้งได้สร้างพระพุทธรูปยืน ปางอุ้มบาตร วัดกลางคลองข่อย ตำบลคลองข่อย อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ประมาณปี พ.ศ.2390 และในช่วงเวลาใกล้กัน ได้สร้างพระเจดีย์นอนที่หลังโบสถ์วัดละครทำ ตำบลบ้านช่างหล่อ จังหวัดธนบุรี ปัจจุบันหักพังหมดแล้ว

               ช่วงที่ 3 พ.ศ.2394 - 2407 ในช่วงต้นรัชกาลที่ 4 สมเด็จโตอายุ 63-76 ปี เป็นช่วงเวลาที่ท่านได้รับตำแหน่งราชาคณะตั้งแต่ที่ พระธรรมกิติ (พ.ศ.2395) พระเทพกวี (พ.ศ.2397) และสมเด็จพระพุฒาจารย์ (พ.ศ.2407) ในช่วงเวลานี้ น่าจะมีการสร้างพระสมเด็จ เนื่องในโอกาสฉลองเลื่อนสมณศักดิ์ตามลำดับดังกล่าวด้วย ในปี พ.ศ.2399 มีการสร้างพระพิมพ์อรหัง เนื่องจากพบหลักฐานอยู่ภายใต้ฐานรูปหล่อองค์สมเด็จโต นอกจากนั้น ยังมีเหตุการณ์ทางด้านการเมือง เช่น การขึ้นครองราชย์ของรัชกาลที่ 4 และสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ ในปี พ.ศ.2394 และเหตุการณ์พระราชสมภพของรัชกาลที่ 5 ในปี พ.ศ.2396 ต่อมาท่านได้สร้างพระนั่งโต ที่วัดเกศไชโย จังหวัดอ่างทอง ในปี พ.ศ.2406-2407 รวมทั้งได้สร้างพระสมเด็จ จำนวน 84,000 องค์ มีพิมพ์ 5ชั้น 6ชั้น 7ชั้น ฯลฯ เพื่อบรรจุไว้ในกรุวัดดังกล่าวด้วย ช่วงนี้หลวงวิจารณ์เจียรนัย เริ่มเข้ามามีบทบาทในการออกแบบพิมพ์พระสมเด็จ

               ช่วงที่ 4 พ.ศ.2408 - 2411 ในช่วงปลายรัชกาลที่ 4 สมเด็จโตอายุ 77-80 ปี ในปี พ.ศ. 2408 ได้มีการสร้างพระสมเด็จเพื่อบรรจุกรุวัดพระธาตุพนม และเหตุการณ์พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสวรรคต ในปี พ.ศ.2408 ต่อมาปี พ.ศ.2409 สมเด็จโตได้สร้างพระสมเด็จถวายรัชกาลที่ 5 เนื่องในโอกาสพระองค์ทรงผนวช ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ต่อมาใน ปี พ.ศ.2410 ท่านเริ่มสร้างพระยืนโต ที่วัดอินทรวิหาร จึงน่าจะมีการสร้างพระสมเด็จบรรจุในกรุวัดอินทรวิหารด้วย ขณะเดียวกันท่านยังได้สร้างพระพุทธรูปปางมารวิชัย มีพระนามว่า “พระพุทธมหามุนีศรีมหาราช” ที่วัดกุฎีทอง (วัดพิตเพียน) ตำบลพิตเพียน อำเภอมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อีกด้วย และในปี พ.ศ.2411 มีการสร้างพระสมเด็จวังหน้าเพื่อบรรจุกรุวัดพระแก้ว และเพื่อถวายรัชกาลที่ 5 เช่นกัน

               ช่วงที่ 5 พ.ศ.2412 – 2415 ในช่วงต้นรัชกาลที่ 5 ซึ่งถือเป็นช่วงสุดท้ายของสมเด็จโตต่อเนื่องจนกระทั่งมรณภาพ ในปี พ.ศ.2412 มีการสร้างพระสมเด็จเบญจรงค์ หรือ เบญจสิริ เพื่อเตรียมถวายรัชกาลที่ 5 ที่ได้ส่วนผสมหลักมาจากประเทศจีนโดยกรมเจ้าท่า ซึ่งพระชุดนี้เรียกว่า พระสมเด็จวังหน้า ต่อมาจึงได้นำไปบรรจุไว้ในกรุวัดพระแก้วในภายหลัง ในช่วงปี พ.ศ.2413 เสมียนตราด้วง ได้มีการขอแม่พิมพ์จากสมเด็จโต เพื่อสร้างพระสมเด็จจำนวน 84,000องค์ เพื่อบรรจุลงในกรุเจดีย์ใหญ่วัดบางขุนพรหม (วัดใหม่อมตรส) แต่ได้สร้างและทำพิธีที่วัดอินทรวิหาร ในปีเดียวกันนี้ เจ้าประคุณสมเด็จโต ยังสร้างพระนอนวัดสะตือ จังหวัดอยุธยา จึงน่าจะมีการสร้างพระสมเด็จบรรจุในกรุนี้ด้วย ต่อมาในปี พ.ศ.2415 สมเด็จโตได้มรณภาพ ท่านเจ้าพระคุณธรรมถาวร ได้นำพระสมเด็จออกมาแจกในงานศพจำนวนมากกว่าสามหมื่นองค์ และเป็นพระสมเด็จที่ได้รับการลงรักปิดทองส่วนใหญ่ และอีกบางส่วนจำนวนมากมีผู้นำไปไว้ที่หอสวดมนต์ และบนเพดานพระวิหารของวัดระฆังด้วย

สถานที่ค้นพบสมเด็จวัดระฆัง

               จากการสัมภาษณ์ชาวบ้านชุมชนวัดระฆังและผู้สูงอายุได้เล่าว่า พระสมเด็จวัดระฆังได้มาจากเจดีย์องค๋ใหญ่ ในครั้งเมื่อสงครามโลกครั้งที่สองไทยรบญี่ปุ่นได้เกิดขบวนการเสรีไทยขึ้น รัฐบาลได้สั่งให้นำพระสมเด็จที่สร้างบรรจุกรุวัดระฆังขึ้นมาแจกทหารและสมาชิกขบวนการเสรีไทย โดยท่านเยื้อน หรือเสือเยื้อนในสมัยนั้น ที่คุมชุมเสือทั้งหมดในขณะนั้น เป็นที่เกรงใจกับเสือใบ เสือมเหศวร เสือดำ

ขอขอบคุณเป็นอย่างสูงไว้ ณ ที่นี้

www.amuletsale4u.com

(webpage) 200981_55956.gif