ศูนย์พระเครื่องพระบูชาออนไลน์ https://www.amuletsale4u.com

 เข้าสู่ระบบ - สมัครสมาชิก  

(webpage) 200981_55956.gif

พระท่ากระดาน

แทน ท่าพระจันทร์

สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน วันนี้พอดีได้เห็นรูปพระท่ากระดานที่ปกหนังสือพระเครื่องล้ำค่า ซึ่งพระองค์นี้เป็นของ คุณเซี้ย วัดหนัง และพระองค์นี้เป็นพระที่สวยสมบูรณ์มากองค์หนึ่งครับ จึงนำมาเขียนเล่าสู่กันฟังครับ

พระท่ากระดานเป็นพระที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากมานานแล้วครับ โดยเฉพาะเรื่องมหาอุด คงกระพันชาตรี ท่านอาจารย์ตรียัมปวายได้เขียนยกย่องไว้อย่างน่าชมว่า
  

ท่ากระดานกระเดื่องด้าว แดนกาญจน์

 อุไรฉาบมันปูฉาน ฉ่องเนื้อ

กล่ำเนตรเกศบิดสาร ศอเบี่ยง

เรืองเดชมหาอุตม์เกื้อ เก่งยั้ง ยังกระสุน


พระท่ากระดานนั้นในสมัยก่อนชาวบ้านมักเรียกกันว่า "พระเกศบิดตาแดง" คงเนื่องด้วยพระท่ากระดานนั้นส่วนมากพระเกศมักจะบิดคดงอไม่ตั้งตรง เนื่องจากเป็นพระเนื้อชินตะกั่วและถูกบรรจุทับถมไว้ในกรุเป็นเวลานาน ส่วนที่เป็นพระเกศจึงคดงอตามที่ถูกกดทับ ส่วนคำว่าตาแดงนั้น ก็เนื่องจากองค์พระเป็นเนื้อตะกั่วและมีสนิมแดงจัดเกือบทุกองค์ และที่พระเนตรก็เป็นแบบพระเนตรเนื้อ คือ มีดวงพระเนตรนูนเด่นเห็นได้ชัด ชาวบ้านในสมัยก่อนจึงตั้งชื่อตามลักษณะเด่นที่เห็น ต่อมาเมื่อคนต่างถิ่นเห็นพระท่ากระดานและรู้ที่มาว่า พบที่ตำบลท่ากระดาน กาญจนบุรี จึงเรียกกันใหม่ว่า "พระท่ากระดาน" ตามชื่อตำบลที่พบพระนั้น

พระท่ากระดานนี้พบกันที่วัดร้างเมืองท่ากระดานเก่ามานานมากแล้ว ประมาณตั้งแต่ปีพ.ศ.2440 พบที่วัดเหนือ วัดกลาง วัดล่าง และที่บริเวณถ้ำลั่นทม พระที่พบทั้งหมดนี้เรียกว่าพระกรุเก่าศรีสวัสดิ์ และได้มีการขุดค้นกันเรื่อยมา แต่ก็พบพระไม่มากนัก จนถึงปีพ.ศ.2495-2496 ก็เป็นการค้นหากันอย่างจริงจังและพระก็หมดไปจากตำบลท่ากระดาน ตำแหน่งที่เป็นกรุพระในปัจจุบันจมอยู่ใต้น้ำในเขื่อนศรีนครินทร์

ต่อมาได้มีการพบพระท่ากระดานที่วัดในตัวจังหวัดอีก 3 วัด คือ

ที่วัดหนองบัว ในปีพ.ศ.2497 หลวงปู่เหรียญท่านได้ทำการบูรณปฏิสังขรณ์พระอาราม ขณะที่ช่างกำลังซ่อมแซมพระอุโบสถหลังเก่าอยู่นั้นก็ได้พบพระท่ากระดาน รวมทั้งสิ้น 93 องค์ และพระสกุลท่ากระดานอีก 21องค์ รวมทั้งพระปิดตาเนื้อผงที่หลวงปู่ยิ้มสร้างไว้ พระเครื่องทั้งหมดนี้บรรจุอยู่ในโถโบราณที่อยู่บนเพดานพระอุโบสถด้านหลังพระประธาน ซึ่งหลวงปู่ยิ้มบรรจุไว้ และพระท่ากระดานทั้งหมดนั้นได้มีผู้นำมาถวายหลวงปู่ยิ้มไว้ เป็นพระท่ากระดานกรุเก่าศรีสวัสดิ์ทั้งหมด

ในปีพ.ศ.2506 พบพระท่ากระดานที่วัดเหนือ (วัดเทวสังฆาราม) สมัยหลวงพ่อดี เป็นเจ้าอาวาส ทางวัดได้มีการเจาะพระเจดีย์องค์ประธาน ซึ่งประดิษฐานอยู่หน้าพระวิหารเพื่อบรรจุพระ25พุทธศตวรรษ ซึ่งทางการได้มอบมาให้บรรจุ ขณะที่คนงานกำลังเจาะลึกไปได้ประมาณ 1 เมตร ได้มีทรายที่บรรจุอยู่ทะลักออกมาเป็นอันมาก เมื่อโกยทรายออกมาจนหมดจึงพบไหโบราณเคลือบสีดำภายในบรรจุพระท่ากระดานและพระเครื่องต่างๆ และภายในที่พื้นกรุใต้ไหก็พบพระบูชาและพระเครื่องต่างๆ มากมาย พระท่ากระดานที่บรรจุอยู่ในไหพบจำนวนทั้งสิ้น 29 องค์

ในปีพ.ศ.2507 ได้มีการขุดพบพระท่ากระดานอีกที่วัดท่าเสา ในพระเจดีย์โบราณองค์หนึ่งได้พระท่ากระดานและพระท่ากระดานน้อยอีกจำนวนหนึ่ง แต่ไม่มีการบันทึกจำนวนพระเอาไว้

พระท่ากระดานที่พบภายหลังที่ตัวจังหวัดนี้เรียกกันว่า "พระกรุใหม่" สันนิษฐานว่าในสมัยก่อนมีคนนำพระท่ากระดานที่ขุดพบจากศรีสวัสดิ์ นำมาถวายไว้ตามวัดต่างๆ ที่ได้กล่าวมาแล้ว และนำบรรจุไว้ในองค์พระเจดีย์ จึงได้มาพบพระท่ากระดานอีกภายหลังตามวัดทั้งสามนี้ พระท่ากระดานที่พบในตัวจังหวัดเป็นพระท่ากระดานพิมพ์เดียวกันกับพบที่ศรีสวัสดิ์ทุกประการ เนื้อหาก็เป็นพระเนื้อชินตะกั่วสนิมแดงเช่นเดียวกัน

พระท่ากระดานเป็นพระศิลปะอู่ทอง อายุการสร้างก็ราวๆ 600-700 ปี เนื้อหาและสนิมเป็นสนิมแดงงดงามมาก บางองค์มีการปิดทองมาแต่เดิม ส่วนที่กรุวัดเหนือก่อนบรรจุพระบางองค์มีการปิดทองเพิ่มก่อนการบรรจุก็มี พุทธคุณของพระท่ากระดานมีประสบการณ์มากมายจนเป็นที่กล่าวขวัญกันถึง เรื่องอยู่ยงคงกระพันชาตรีว่าเป็นเลิศ นอกจากนั้น ก็ยังเป็นเรื่องของโชคลาภอุดมสมบูรณ์ตามแบบฉบับของพระอู่ทอง ปัจจุบันมีสนนราคาสูงมาก เนื่องด้วยจำนวนพระมีน้อยและหาพระแท้ๆ ยากครับ วันนี้ก็ได้นำรูปพระท่ากระดานองค์สวยของคุณเซี้ย วัดหนัง มาให้ชมกันหนึ่งองค์ครับ

ด้วยความจริงใจ

แทน ท่าพระจันทร์

 

ขอนำอีกบทความหนึ่งของคุณ ชาติ วิศิษฏ์สรอรรถ มาให้ศึกษากันครับ

พระท่ากระดาน กรุศรีสวัสดิ์

พระท่ากระดาน พิมพ์ใหญ่ พิมพ์เล็ก สนิมแดง จ.กาญจนบุรี

พระท่ากระดานน้อย สนิมแดง กาญจนบุรี

ด้านหลัง พระท่ากระดาน พิมพ์ใหญ่ พิมพ์เล็ก สนิมแดง

พุทธลักษณะ พระท่ากระดาน เป็นพระเครื่องปฏิมากรรมแบบนูนสูง คือมีภาพด้านหน้าด้านเดียว ด้านหลังแบนเรียบ โดยจะเน้นส่วนนูนสูง และส่วนลึก องค์พระปางมารวิชัยขัดราบ มีสังฆาฏิแบบสี่เหลี่ยมกว้างหนายาวจรดลงมาถึงบริเวณส่วนพระหัตถ์ซ้าย ฐานสำเภาอันเป็นเอกลักษณ์ของพระยุคอู่ทอง พระเกศยาว ใบหน้าลึก เป็นลักษณะแบบพุทธศิลปะยุคอู่ทอง พระเกศจะเป็นแบบยาวตรงขึ้นไปทุกองค์ แต่เนื่องจากระยะเวลาของอายุพระมาก และอยู่ใต้ดิน ถูกทับถมมาก ทำให้ปลายเกศซึ่งมีความบอบบาง อาจจะหักชำรุด หรืองอคดไปด้านใดด้านหนึ่ง ปลายเกศของพระท่ากระดาน จึงมีหลายลักษณะ คือ เกศยาวตรง เรียกว่า พิมพ์เกศตรง ส่วนเกศที่คดไปด้านใดด้านหนึ่ง เรียกว่า พิมพ์เกศคด พระองค์ใดที่เกศหักชำรุด ทำให้เกศหดเหลือสั้น เรียกว่า พิมพ์เกศบัวตูม เอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของพระท่ากระดาน คือ มือหรือพระหัตถ์มีลักษณะหนาตามเอกลักษณ์ของพระอู่ทอง ลักษณะพระพักตร์(หน้า) ของพระท่ากระดาน เป็นลักษณะพุทธศิลป์อู่ทอง ต้นพระหนุ(ขากรรไกร) พระหนุ(คาง) มีลักษณะยื่นออกมาข้างหน้าอย่างคมสัน เข้าลักษณะของอู่ทองคางคน พระเนตรปิดสนิทลักษณะเมล็ดข้าวสาร ปลายเฉียงเข้าหาพระนาสิก(จมูก) ประกอบด้วยการก้มง้ำของพระพักตร์ มุมพระโอษฐ์(ปาก) ทั้ง ๒ ข้างเน้นเป็นร่องลึก ทำให้ปรากฏแววยิ้มบนพระพักตร์

ดังนั้น พระพักตร์ของพระท่ากระดานจึงมีลักษณะเคร่งขรึม แต่แฝงไว้ด้วยรอยยิ้มอันอ่อนโยน อย่างน่าพิศวง ในส่วนของพระอุระ (อก) ลำพระองค์ และเส้นสังฆาฏิ โดยรวมมีลักษณะพระอุระผายกว้าง ตอนส่วนบนปาดเป็นเต้าสูง และสอบคดลงเบื้องล่างในแนวพระอุทร(ท้อง) หากมองดูแบบผิวเผิน พระอุระ(อก) จะมีลักษณะคล้ายรูปหัวช้าง(เช่นเดียวกับที่ปรากฏในพระผงสุพรรณ) เส้นสังฆาฏิเป็นเส้นหนาพาดพระอังสา(ไหล่) เบื้องซ้ายขององค์พระ ลักษณะของเส้นสังฆาฏิที่น่าสังเกตประการหนึ่ง คือ ปลายส่วนบนที่พาดพระอังสานั้น เมื่อพิจารณาให้ละเอียดจะพบว่า ปลายเส้นสังฆาฏิบริเวณนี้ เลือนหายเข้าสู่บริเวณกระดูกไหปลาร้าใต้คางขององค์พระ เหมือนไม่ใช่พาดเหนือไหล่ เป็นลักษณะเช่นนี้ในพระทุกองค์(ความเห็นของเว็บไซต์amuletsale4u.com ขอแสดงความเห็นแย้งไว้ ณ ที่นี้ คือ พบว่าลักษณะการพาดของเส้นผ้าสังฆาฏิช่วงบนในพระท่ากระดานแท้นั้น จะมีลักษณะเลือนหายเข้าสู่บริเวณกระดูกไหปลาร้าใต้คางขององค์พระดังกล่าวเพียงบางองค์เท่านั้น แต่บางองค์ก็มีลักษณะผ้าสังฆาฏิช่วงบนพาดเลยขึ้นไปบนแนวพระอังสา(หัวไหล่) บางองค์ก็จรดกันและประสานกับกระดูกไหปลาร้าพอดีก็มี จึงพอสันนิษฐานได้ว่า คงเกิดจากมีแม่พิมพ์หลายอันนั่นเอง ดังนั้น ลักษณะปลายผ้าสังฆาฏิช่วงบนตามที่คุณชาติได้เขียนไว้ จึงยังไม่สมควรยึดถือเป็นหลักในการพิจารณาตายตัว ความเห็นเพิ่มเติม เค้าโครงลักษณะวงพระพักตร์ในพระท่ากระดานแบบเกศตรงกับเกศบิด พบว่า ไม่ใช่พระพิมพ์เดียวกัน และองค์ที่เกศบิด ไม่ใช่เกิดจากพระทับถมกันจนเกศบิดอย่างที่เข้าใจกัน เพราะพระท่ากระดาน ไม่มีจำนวนมากมายมหาศาลถึงขนาดกดทับกันจนเกศบิดงอได้ แต่จากการศึกษาพระท่ากระดานมามากและสะสมไว้มีจำนวนมากพอสมควร พบว่า พระท่ากระดานพิมพ์เกศตรง มีลักษณะวงพระพักตร์เข้าพุทธศิลปสมัยอู่ทองตามที่กล่าวไว้คือมีแก้มมีคาง ส่วนพิมพ์เกศบิด จะมีลักษณะวงพระพักตร์เป็นอีกแบบหนึ่ง คือ หน้าผากจะกว้าง คางสอบลง และแก้มตอบ) ส่วนพระเพลา หรือหน้าตักของพระท่ากระดานทุกกรุ มีส่วนของความหนาและแน่น ทับซ้อนกันอย่างแข็งทื่อ แน่นหนาอย่างมั่นคง

ความเป็นศิลปะอู่ทองอีกส่วนหนึ่งคือ ฐาน เป็นแบบพระอู่ทองฐานสำเภา คือเป็นฐานเขียงชั้นเดียว แสดงลักษณะแง่สันแท่งเหลี่ยม เมื่อพิจารณาจากด้านข้าง เห็นว่ามีความเฉียงลาดข้างบนเล็ก ข้างล่างบางใหญ่ เป็นฐานเกลี้ยงปราศจากบัวหรือสิ่งอื่นใด

พระท่ากระดาน มีการค้นพบ และขึ้นจากกรุหลายต่อหลายครั้ง ทั้งอย่างเป็นทางการ และถูกลักลอบขุด หากขึ้นหรือพบในยุคแรกๆ นิยมเรียกว่า พระกรุเก่า ส่วนที่มีการขุดพบเมื่อไม่นานมานี้ เรียกว่า พระกรุใหม่ ความเป็นจริงแล้ว ทั้งพระกรุเก่าและพระกรุใหม่ ล้วนสร้างขึ้นในสมัยเดียวกันทั้งสิ้น จะต่างก็เฉพาะระยะเวลาของการขุดพบพระกรุนั้นๆ

พระท่ากระดาน เป็นพระเครื่องที่สร้างในยุคสมัยอู่ทอง สันนิษฐานว่า ผู้ที่สร้างมิใช่พระสงฆ์ แต่เป็นฆราวาสที่เรียกกันว่า ฤๅษี ในยุคโบราณ เป็นการสันนิษฐานจากหลักฐานที่ปรากฏบนใบลานเงินลานทอง ในการค้นพบพระเครื่องกรุ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จ.สุพรรณบุรี และพระเครื่องกรุวัดพระบรมธาตุ จ.กำแพงเพชร ที่ได้กล่าวถึงการสร้างพระเครื่องของบรรดาพระฤๅษีทั้ง ๑๑ ตน แต่มีฤๅษีอยู่ ๓ ตน ที่ถือว่าเป็นใหญ่ในบรรดาฤๅษีทั้งปวง คือ ฤๅษีตาไฟ ฤๅษีตาวัว และ ฤาษีพิลาลัย ฤาษีที่สันนิษฐานว่าเป็น ผู้สร้างพระท่ากระดาน ก็คือ ฤๅษีตาไฟ โดยการอาราธนาของเจ้าเมืองท่ากระดาน เมื่อสร้างเสร็จแล้ว ก็นำมาบรรจุไว้ในอารามสำคัญของเมืองท่ากระดาน เมืองศรีสวัสดิ์ และเมืองกาญจนบุรีเก่า ในสมัยนั้น

จากคำบอกเล่าของคนเมืองกาญจนบุรีรุ่นเก่า ที่เรียก พระท่ากระดาน ว่า พระเกศบิดตาแดง นั้น มีความหมายลึกซึ้ง บ่งบอกถึงเอกลักษณ์สำคัญของพระเครื่องชนิดนี้โดยตรง ชี้เบาะแสให้พิจารณาถึงผู้สร้างได้เป็นอย่างดี ด้วยคำว่า เกศบิด ตรงกับลักษณะพระเกศของพระที่มีลักษณะยาว และบิดม้วนดุจชฎาของพระฤๅษี พระพักตร์ลักษณะเป็นหน้าพระฤๅษีอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งการก้มง้ำของพระพักตร์ แฝงไว้ด้วยความเข้มขลังของอาตาจญาณสมาบัติ ส่วนคำว่า ตาแดง นั้น ดูเหมือนว่าจะทวีความลึกลับยิ่งขึ้นไปอีก เพราะมิได้หมายความว่า พระเนตรขององค์พระมีวรรณะแดงของสนิมแดงแต่เพียงอย่างเดียว ส่วนอื่นๆ ขององค์พระก็ปรากฏวรรณะของสนิมแดงปกคลุมอยู่โดยทั่วไป

จากลักษณะพิเศษต่างๆ ดังกล่าวนี้ ทำให้สันนิษฐานและประมาณการได้ว่า ผู้สร้าง พระท่ากระดาน นี้ น่าจะได้แก่ พระฤๅษีตาไฟ จาริกในย่านป่่าเขาเขตกาญจนบุรี (ทางผ่านอู่ทอง) คงมีอาศรมอยู่ในป่่าแถบนี้ และบางโอกาสก็จำศีลภาวนาอยู่ในถ้ำต่างๆ เช่นที่ ถ้ำลั่นทม เขต อ.ศรีสวัสดิ์ ซึ่งมีหลักฐานว่า เป็นแหล่งกำเนิดของ พระท่ากระดาน โดยมีการขุดพบพระท่ากระดานจำนวนหลายร้อยองค์บรรจุอยู่ในพระเจดีย์โบราณหน้าถ้ำ นอกจากนี้ยังได้ขุดพบ แม่พิมพ์ของพระท่ากระดาน พร้อมกับเศษตะกั่วที่มีสนิมแดงเกิดขึ้นอีกมากมาย ทำให้สันนิษฐานว่า บริเวณหน้าถ้ำลั่นทม คือ สถานที่สร้างพระท่ากระดาน นั่นเอง

ต่อไปเป็น ข้อมูลจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี กล่าวถึง "วัดท่ากระดาน" นำมาให้ศึกษาเพิ่มเติม ดังนี้

วัดท่ากระดาน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
 

วัดท่ากระดาน ตั้งอยู่ใน ตำบลท่ากระดาน อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี ปัจจุบัน เป็นวัดร้าง เป็นสถานที่อยู่บริเวณหน้าถ้ำทางตอนเหนือของเมืองท่ากระดานเก่าขึ้นไปตามลำน้ำ ซึ่งเดิมเป็นวัดเก่าแก่ เนื่องจากมีศาสนวัตถุที่ปรักหักพังและพระเจดีย์เป็นจำนวนมาก และจากวัตถุโบราณที่พบ เช่น บาตรขนาดเขื่อง เตาดินเก่าๆหลายเตา ที่สำคัญ คือ ปรากฏมีสนิมแดงตกอยู่เรี่ยราดบริเวณเตาและพบพระท่ากระดานทุกๆพิมพ์อีกด้วย เป็นแหล่งสร้างพระท่ากระดาน เมืองท่ากระดานมีวัดสำคัญ 3 วัดคือ วัดเหนือ (วัดบน) วัดกลาง (ปัจจุบันชื่อ วัดท่ากระดาน) และวัดล่าง

"วัดท่ากระดาน หรือ วัดกลาง" อันเป็นวัดสำคัญ 1 ใน 3 วัดของ "เมืองท่ากระดาน" เมืองเก่าแก่เมืองเดียวริมแม่น้ำแควใหญ่ที่มีความสำคัญในสมัยกรุงศรีอยุธยาเคียงคู่กับเมืองกาญจนบุรีเก่า และเมืองไทรโยค คือเป็นเมืองที่มีเจ้าปกครอง อีกทั้งเป็นเมืองหน้าด่านที่ต้องสู้รบกับกองทัพพม่าที่ยกทัพเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์ในทุกคราว แต่ปัจจุบันลักษณะสภาพทางภูมิศาสตร์ จึงถูกยุบเป็นกิ่งอำเภอเมื่อ พ.ศ. 2438 และลดฐานะเป็นหมู่บ้านชื่อ "บ้านท่ากระดาน" ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของสถานศึกษา โรงเรียนชุมชนท่ากระดาน และตำบล อยู่ในเขตการปกครองของอำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี

พ.ศ. 2495 ได้มีการขุดค้นหาโบราณวัตถุกันเป็นการใหญ่และได้พบพระพิมพ์เนื้อตะกั่วสนิมแดงที่วัดทั้งสามเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะที่วัดกลาง ซึ่งเรียกชื่อเต็มว่า "วัดท่ากระดาน" นั้น ได้ปรากฏพระพิมพ์เนื้อตะกั่วสนิมแดงที่สนิมแดงงามจัดและปิดทองมาแต่ในกรุทุกองค์ กอปรกับวัดนี้ตั้งอยู่ในส่วนกลางของเมืองท่ากระดานเก่าพอดี ชาวบ้านจึงเห็นเหมาะสมที่จะเรียกพระพิมพ์นี้ตามชื่อวัดว่า "พระท่ากระดาน"

พระท่ากระดาน มีพุทธลักษณะเค้าพระพักตร์เคร่งขรึมน่าเกรงขาม แข้งเป็นสัน และพระหนุแหลมยื่นออกมา ลักษณะเหมือน "พระอู่ทองหน้าแก่ อันเป็นพุทธศิลปะสมัยลพบุรี และด้วยอายุการสร้างเกินกว่า 500 ปี พระท่ากระดานส่วนมากจึงเกิด สนิมไข และสนิมแดง ขึ้นคลุมอย่างหนาแน่นและส่วนใหญ่จะลงรักปิดทองมาแต่เดิม ดังนั้นข้อพิจารณาเบื้องต้นในการศึกษา "พระท่ากระดาน" ก็คือ สภาพสนิมไข สนิมแดง และรักเก่า ทองเก่า

หลักการพิจารณาว่า พระท่ากระดาน องค์ใดเป็น พระกรุเก่า หรือ พระกรุใหม่ ให้พิจารณาพื้นผิวขององค์พระ พระกรุเก่า ขึ้นจากกรุมานานปี ผ่านการใช้สัมผัส และเปลี่ยนมือมามาก ทำให้ผิวขององค์พระเปิด เผยให้เห็นผิวของเนื้อพระได้โดยง่าย แม้จะเก็บรักษาอย่างดีเพียงใด ก็ยังพอสังเกตได้ ส่วนพระกรุใหม่ พื้นผิวขององค์พระ มักถูกปกคลุมด้วยคราบดินขี้กรุให้เห็นเป็นจำนวนมาก

ขนาดขององค์ พระท่าพระดาน พิมพ์ใหญ่ กว้างประมาณ ๒.๘ ซม. สูงประมาณ ๔.๕ ซม. ความหนาที่ฐานพระ ๑.๓ ซม. พระท่าพระดาน พิมพ์เล็ก มีขนาดกว้างประมาณ ๒.๕ ซม. สูงประมาณ ๓.๘ ซม. ความหนาที่ฐาน ๑.๒ ซม.

พุทธคุณพระท่ากระดาน จ.กาญจนบุรี ยอดเยี่ยมทางแคล้วคลาด และคงกระพันชาตรี ราคาเช่าหาอยู่ที่หลักหลายแสนบาทมานานแล้ว เป็นพระเนื้อชินตะกั่วสนิมแดง ที่ผู้เป็นเจ้าของทุกคนพากันหวงแหนเป็นอันมากถือว่าเป็นพระประจำเมืองกาญจนบุรี จนได้รับฉายาว่า ขุนศึกแห่งลุ่มแม่น้ำกลอง ที่โด่งดังและเป็นที่รู้จักของวงการพระเครื่องเมืองไทยมาช้านาน

(webpage) 200981_55956.gif