ศูนย์พระเครื่องพระบูชาออนไลน์ https://www.amuletsale4u.com

 เข้าสู่ระบบ - สมัครสมาชิก  
(webpage) 200981_55956.gif
 
พระสมเด็จปิลันทน์
 
(นำมาจาก http://visutthisiri.bloggang.com ขออนุญาตเผยแพร่และขอขอบคุณเป็นอย่างสูง ไว้ ณ ที่นี้)
 

พระปิลันทน์

 

 พระปิลันทน์เมื่อพิจารณาจากพิมพ์ทรง สัณฐานและลวดลายแล้ว จัดได้ว่า เป็นพระผงพุทธพิมพ์ที่มีความสง่า งดงาม และมีความอลังการ อย่างยิ่ง

ประวัติผู้สร้างพระปิลันทน์ คือ หม่อมเจ้าสมเด็จพระพุฒาจารย์ (ทัด เสนีย์วงศ์) ในสมัยที่มีสมณศักดิ์ เป็นพระพุทธบาทปิลันทน์ ท่านเป็นพระโอรสในกรมหลวงเสนีบริรักษ์ (พระองค์เจ้าแดง) ในกรมพระราชวังบวรสถานภิมุข (วังหลัง) ประสูติเมื่อปี พ.ศ.๒๓๖๕ สมัยสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ฯ

เมื่อครั้งหม่อมเจ้าทัด ทรงออกผนวช ตรงกับสมัยรัชกาลที่ ๓ ราวปี พ.ศ.๒๓๘๕ ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เป็นนาคหลวง โดยมีสมเด็จพระสังฆราชด่อน เป็นพระอุปัชฌาย์ และเจ้าพระคุณสมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรฺหมฺรังสี) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ เมื่อครั้งยังเรียกกันว่า พระมหาโต เปรียญหก หลังจานผนวชแล้วได้มาประทับอยู่ที่วัดระฆังโฆสิตาราม ทรงศึกษาด้านพระธรรมวินัย สมถกรรมฐาน และวิปัสสนาธุระกับพระอาจารย์มหาโตแต่ผู้เดียว จนสอบไล่ ได้เป็นเปรียญ ๗ ประโยค ในปี พ.ศ.๒๔๐๔ ต่อมา เมื่อเจริญด้วยพระชนมายุพรรษา จึงได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะที่ “พระพุทธุปบาทปิลันทน์” ในสมัยรัชกาลที่ ๔ ราวปี พ.ศ.๒๔๐๗

อันนามสัญญาบัตรที่ “พระพุทธุปบาทปิลันทน์” นี้ เป็นสมณศักดิ์สงวนเฉพาะแต่พระราชวงศ์ ตั้งแต่หม่อมราชวงศ์ขึ้นไป ซึ่งสมณศักดิ์ที่สงวนไว้สำหรับราชวงศ์มีดังนี้คือ
๑. พระราชานุพัทธมุนี
๒. พระศรีวราลังการ
๓. พระสังวรประสาท
๔. พระพุทธุปบาทปิลันทน์

ในการต่อมา พระพุทธุปบาทปิลันทน์ ซึ่งเป็นศิษย์ใกล้ชิดกับสมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรฺหมฺรังสี ก็ได้รับความไว้วางใจจากท่านเจ้าพระคุณให้ดูแลวัดระฆังฯ ในฐานรองเจ้าอาวาส จนปี พ.ศ. ๒๔๑๓ ท่านได้เจริญสมณศักดิ์ ดำรงตำแหน่งที่ “หม่อมเจ้าพระสมเด็จพระพุฒาจารย์ (ทัด)” ครองวัดระฆังฯ แทนสมเด็จพระพุฒาจารย์โต ซึ่งยกเป็นพระกิตติมศักดิ์ เนื่องจากชราภาพ และเมื่อ พ.ศ.๒๔๔๓ หม่อมเจ้าพระสมเด็จพระพุฒาจารย์ (ทัด) ก็มรณภาพ รวมศิริอายุได้ ๗๙ ปี ๕๘ พรรษา

เมื่อครั้งหม่อมเจ้าทัด ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ที่ “พระพุทธุปบาทปิลันทน์” นั้น ท่านจึงได้คิดสร้างพระผงใบลานเผา และเชื่อกันว่า พระปิลันทน์นี้ได้มีส่วนผงพุทธคุณของสมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรฺหมฺรังสี มอบให้ เป็นส่วนผสมในการสร้าง กับสมเด็จพระพุฒาจารย์โต พระอาจารย์ของท่านคงได้ร่วมมือช่วยสร้างและปลุกเสกให้ด้วย จึงมีผู้เรียกพระปิลันทน์นี้ว่า “พระสองสมเด็จ” มาแต่โบราณกาล

พิมพ์พระปิลันทน์

พระปิลันทน์เป็นพระพิมพ์ที่สร้างสรรค์ และออกแบบพิมพ์ทรงโดยช่างหลวง ดังนั้นพิมพ์ทรงจึงมีความวิจิตรบรรจงงดงามอลังการ แบบพิมพ์ของพระปิลันทน์ มีมากกว่า ๑๐ แบบ แต่เท่าที่ พบเห็นกันบ่อยและเป็นที่นิยมกัน พอจะลำดับได้ดังนี้

พิมพ์ซุ้มประตู

พระปิลันทน์ พิมพ์ซุ้มประตู เป็นพระพิมพ์ยืนปางห้ามพระแก่นจันทร์ อยู่ภายในซุ้มบรรณ หรือซุ้มประตูโบสถ์ มีเอกลักษณ์โดดเด่นไม่ซ้ำแบบใคร สัณฐานองค์พระโค้งมนส่วนบนตรงกลางเป็นพระพุทธยืนปางห้ามแก่นจันทร์ดังกล่าว ยกพระหัตถ์ซ้ายอยู่ภายในซุ้ม ด้านบนมีอักขระขอม ๔ ตัว คือ “พุท โธ และ อะ นะ” ส่วนด้านข้างซุ้มมีตัว “อุ” หางยาวข้างละตัว องค์พระประทับยืนอยู่เหนือฐานบัวเม็ด ๒ ชั้น นับจำนวนได้แถวละ ๙ เม็ด ตรงกลางระหว่างฐานบัวมีขีดเล็กๆ ในแนวดิ่งนับได้ ๑๐ ขีด (จะเห็นในองค์ที่ชัดๆ) ขนาดองค์พระกว้าง ๒ ซ.ม. และสูง ๒.๘ ซ.ม. สำหรับพระพิมพ์ซุ้มประตูนี้ ยังแบ่งออกเป็นพิมพ์ลึกและพิมพ์ตื้นอีก โดยพุทธลักษณะรายละเอียดต่างๆ เหมือนกัน เพียงแต่ความลึกชัดต่างกันเท่านั้นเอง

เกร็ดที่มาของพระปางห้ามแก่นจันทน์ ได้กล่าวไว้ในหนังสือพุทธประวัติว่า
“เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จไปจำพรรษา ณ ดาวดึงส์พิภพ ทรงแสดงพระอภิธรรมโปรดพระพุทธมารดา และเทวดาทั้งหลาย มีตำนานเล่าว่า พระเจ้าปเสนทิโกศล เจ้ากรุงสาวัตถี ทรงว้าเหว่พระทัย มีพระประสงค์จะได้เฝ้าถวายความเคารพอยู่ตลอดเวลาจึงโปรดให้ช่างทำรูปพระพุทธเจ้าด้วยไม่แก่นจันทร์ ประดิษฐานบนพระแท่นที่พระพุทธเจ้าเคยประทับ เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จกลับมาแล้ว พระพุทธปฏิมานั้นทำท่าเสด็จลุกจากที่เพื่อต้อนรับ พระองค์จึงยกพระหัตถ์ห้าม”

 

พิมพ์สี่เหลี่ยมปรกโพธิ์

พระปิลันทน์ พิมพ์สี่เหลี่ยมปรกโพธิ์นี้ แบ่งออกเป็น

พิมพ์ปรกโพธิ์ ซุ้มครอบแก้ว ซึ่งพบเห็นแยกเป็น 

พิมพ์ปรกโพธิ์ใหญ่ ซุ้มครอบแก้ว

พิมพ์ปรกโพธิ์ ซุ้มครอบแก้ว ฐานสองชั้น

และพิมพ์ปรกโพธิ์เล็ก ซุ้มครอบแก้ว

พิมพ์ปรกโพธิ์ ซุ้มสี่เหลี่ยม ซึ่งแยกออกได้อีกเป็น
พิมพ์ปรกโพธิ์ ซุ้มสี่เหลี่ยม ใบโพธิ์ช่อ  ใบโพธิ์ข้างผนังเหนือพระเศียร จะเรียงอยู่ในแนวนอนเป็นลำดับ มีความห่างหรือช่องไฟไล่เลี่ยกัน ในองค์ที่ชัดๆ จะเห็นก้านโพธิ์โค้งเข้าหาพระเคียรข้างละ ๑ เส้น

พิมพ์ปรกโพธิ์ ซุ้มสี่เหลี่ยม ใบโพธิ์เรียง ใบโพธิ์จะมีระดับสูงต่ำเหลื่อมล้ำกันและมีก้านใบโพธิ์ชัดเจน โดยก้านโพธิ์ด้านล่างสุดอยู่ในระดับแขนท่อนบนทั้งสองด้าน

พิมพ์ครอบแก้วเล็ก ขนาดองค์พระประมาณ ๑ ซ.ม. สูงประมาณ ๒ ซ.ม. ตรงกลางเป็นองค์พระยืนปางห้ามแก่นจันทน์ยกพระหัตถ์ซ้าย พระกรขวาห้อยอยู่ข้างองค์ อยู่ภายในซุ้มครอบแก้ว ๒ เส้นหรือ ๒ ชั้น แตกต่างจากพิมพ์ครอบแก้วใหญ่ตรงที่ไม่ปรากฏมีอักขระยันต์หรืออักขระขอมเลย และในซุ้มจะมีเส้นรัศมีเหนือพระเศียรด้วย ซึ่งในส่วนนี้จะไปคล้ายคลึงกับพิมพ์เปลวเพลิง อย่างไรก็ดีลักษณะของเส้นรัศมีเหนือเศียร พิมพ์ครอบแก้วเล็กนี้จะไม่เหมือนกันเสียทีเดียว สามารถแยกความแตกต่างจากพิมพ์เปลวเพลิงได้ เอกลักษณ์อีกอย่างของพิมพ์นี้คือ พิมพ์ทรงจะตื้นไม่ชัดเจน เส้นสายลายละเอียดต่างๆ แทบจะแบนราบตื้นมาก การพิจารณาพิมพ์ทรงจึงดูได้เพียงคร่าวๆ เท่านั้น

พิมพ์เปลวเพลิง

 พิมพ์เปลวเพลิง แบ่งออกเป็น ๓ ขนาด จึงเรียกกันว่า พิมพ์เปลวเพลิงใหญ่ พิมพ์เปลวเพลิงกลาง และพิมพ์เปลวเพลิงเล็ก พุทธลักษณะของพระพิมพ์นี้ เป็นพระปางห้ามพระแก่นจันทน์ ยืนห้อยพระกรขวา ยกพระหัตถ์ซ้ายขึ้น ป้องเป็นกริยาห้าม ข้างพระเศียรมีเส้นรัศมีสะบัดพลิ้วคล้าย “เปลวไฟ” จึงเรียกกันว่า “พิมพ์เปลวเพลิง” นอกจากที่พระพิมพ์นี้มีการแบ่งตามขนาดแล้ว ยังแยกย่อยได้อีกหลายพิมพ์ อาทิเช่น พิมพ์เปลวเพลิงกลาง ทรงต้อ พิมพ์เปลวเพลิงเล็กยกพระหัตถ์ขวา หรือปางห้ามญาติ พิมพ์ห้ามสมุทร และพิมพ์เปลวเพลิง ซุ้มสี่เหลี่ยม

 

พิมพ์เปลวเพลิงใหญ่

พิมพ์เปลวเพลิงเล็ก

พิมพ์เปลวงเพลิงเล็ก ยกพระหัตถ์ขวา

พิมพ์โมคคัลลา – สารีบุตร เป็นพิมพ์ที่หายากมาก เท่าที่ปรากฏพบเห็นประมาณ ๑๐ กว่าองค์เท่านั้น

พิมพ์สมเด็จสี่เหลี่ยมกรอบสามชั้น (หรือพิมพ์ซุ้มสามเส้น)



พิมพ์จิ๋ว

 

พิมพ์พระประจำวัน ซึ่งพบเห็นน้อยมาก

 

เนื้อหา

พระปิลันทน์โดยทั่วไปพบเห็นนั้น มีอยู่ด้วยกัน ๔ เนื้อคือ ดำ เทาเขียว ขาว น้ำตาล โดยเนื้อดำ และเทาเขียวนั้น พบเห็นมากที่สุด พระปิลันทน์นั้นมีทั้งลงกรุและไม่ลงกรุ คือสร้างแล้วแจกเลยจึงไม่มีคราบขี้กรุปรากฏตามพื้นผิว สำหรับการขุดพบพระ หรือกรุแตกนั้น ครั้งแรกเมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๔๗๑ และอีกครั้งราวปี พ.ศ. ๒๔๘๐ พระที่ลงกรุจะมีคราบกรุ หรือ เรียกกันว่า “คราบไข” ในลักษณะเป็นไขสีขาว คล้ายไขวัวเกาะติดเป็นแผ่นบ้าง เป็นเม็ดเต่งๆ บ้าง หรือสลับพอกพูนทั้งแผ่นและเม็ด คล้ายคาบกรุฟองเต้าหู้ ของพระกรุวัดเงิน แต่ไม่เหมือนเสียทีเดียว

การตัดขอบพิมพ์

แบบพิมพ์ของพระปิลันทน์จะเป็นพระที่มีขอบพิมพ์และตัดขอบข้างแบบได้มาตรฐาน คือ เกือบทุกองค์จะตัดห่างจากขอบเส้นบังคับแม่พิมพ์เล็กน้อย ทำให้เห็นขอบเป็น ๒ ชั้น ส่วนด้านหลังมีทั้งแบบ หลังเรียบและหลังนูน โดยพิมพ์ที่มีลักษณะโค้งมนแบบเล็บมือจะมีหลังนูน และพิมพ์ที่มีรูปทรงสี่เหลี่ยมจะมีหลังเรียบ ด้านหลังองค์พระบางองค์ก็มีรอยนิ้วมือของผู้กดพิมพ์อยู่ลางๆ และพระปิลันทน์นี้ ด้านหลังบางองค์ก็มีการจาร (ลงอักขระ) โดยที่พบเห็นจะจารยันต์ตัวเดียว

คราบไขของพระปิลันทน์

คนรุ่นเก่ากล่าวไว้ว่า “ปิลันทน์ ให้ดูไข แร่บางไผ่ ให้ดูเสี้ยน” เป็นคำกล่าวสืบทอดกันมาช้านานแล้ว
คราบไขของพระปิลันทน์นั้นเกิดจากการละเหยตัวออกของ น้ำมันตังอิ้ว ที่ทำหน้าที่เป็นตัวประสานเนื้อพระ แสดงออกในรูปแบบของไขมีความแข็งที่ผุดขึ้นมาจากภายในเนื้อพระ เป็นคราบใส ขาวขุ่น ไปจนถึงคราบไขหนามาก เห็นเป็นสีเหลืองอ่อนที่มีความแห้งแต่โปร่งใส และคราบไขที่เป็นจุดเล็กๆ ถึงเล็กมากทั่งองค์พระที่เรียกว่า “ไข่แมงดา” ต้องมี่ให้เห็นทุกองค์ โดยเฉพาะองค์พระที่มีสภาพผิวเดิมๆ ยิ่งเห็นได้ชัด พระปิลันทน์องค์ใดที่มีไขมากความคมชัดของพิมพ์ทรงจะมีน้อยลง ความนิยมในองค์พระจะขึ้นกับความดูง่ายของคราบไขและความคมชัดของพิมพ์ทรงเป็นหลัก

คราบไขพระปิลันทน์มีหลายลักษณะแตกต่างกัน ได้มีบางท่านจัดจำแนกคร่าวๆ ไว้ดังนี้


ประเภทไขบาง ไขจะมีสีขาวนวลเคลือบบางๆ คลุมทั่วองค์พระ บางองค์ไขบางมากจนเกือบมองไม่เห็นหรือมีเพียงไขจุดเล็กๆ บางจุดเท่านั้น

 

ประเภทไขหนา ไขจะมีสีขาวนวลเป็นเงาคล้ายไขมันของสัตว์ ซึ่งบางท่านเรียกไขวัว ปกคลุมทั่วองค์พระหนามาก

 


ประเภทไขฟอง ไขสีขาวนวลออกขาวมาก เป็นฟองคล้ายฟองสบู่ ที่กรอบบางยอดฟองมักจะระเบิดเป็นหลุมเป็นบ่อ


ประเภทไขหยดเทียน ไขสีนวลเป็นเงา มีเป็นเม็ดเล็กบ้างใหญ่บ้างกระจายไปทั่ว

 

ไม่ว่าคราบไขจะเป็นประเภทใดตามกล่าวข้างต้นหรือแตกต่างออกไปก็ตาม ข้อสังเกตในการพิจารณาไขพระปิลันทน์ คือ คราบไขทุกประเภทต้องมีลักษณะเป็นมันเงาไม่แห้งกระด้าง คราบไขต้องเกาะจับองค์พระแน่นเป็นเนื้อเดียวกัน ไม่เป็นก้อนไข หรือไม่เป็นไขแผ่นที่เกาะอยู่ลอยๆ บนผิวพระหรือหลุดออกง่ายๆ พระที่อยู่ในสภาพเดิมๆ คือ ผ่านการใช้มามักมีคราบสีน้ำตาลอมแดง เคลือบซ้อนไข สีขาว

ด้านพระพุทธคุณ พระปิลันทน์มีทั้งคงกระพันและเมตตา มหานิยม แคล้วคลาด


เรียบเรียงจาก

นิตยสารมหาโพธิ์ ปีที่ ๑๗ เล่มที่ ๓๔๔ วันที่ ๓๐ - ๑๕ กันยายน ๒๕๓๙
นิตยสารมหาโพธิ์ ปีที่ ๑๗ เล่มที่ ๓๔๕ วันที่ ๑๕ – ๓๐ กันยายน ๒๕๓๙
นิตยสารมหาโพธิ์ ปีที่ ๑๗ เล่มที่ ๓๔๙ วันที่ ๑๕ – ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๓๙
นิตยสารมหาโพธิ์ ปีที่ ๑๘ เล่มที่ ๓๕๒ วันที่ ๓๐ ธ.ค. - ๑๕ ม.ค. ๒๕๔๐
นิตยสารมหาโพธิ์ ปีที่ ๑๘ เล่มที่ ๓๕๕ วันที่ ๑๕ – ๓๐ มีนาคม ๒๕๔๐

นิตยสารมหาโพธิ์ ตำรานักเล่นพระ ฉบับที่ ๑๒ ประจำเดือน มีนาคม พ.ศ.๒๕๔๐

นิตยสารมรดกพระเครื่อง ฉบับปฐมฤกษ์ ประจำเดือน มกราคม ๒๕๔๑
นิตยสารมรดกพระเครื่อง ฉบับที่ ๘ ประจำเดือน ธันวาคม ๒๕๔๑

หนังสือพระเครื่องจักรวาลพระฯ นายฐิติพงศ์ อุดมรัตนะศิลป์
พิมพ์ที่ บริษัท อำนวยเวบ พริ้นติ้ง จำกัด


ภาพประกอบจาก

เวปเซ็นทรัลอะมิวเลทดอทคอม http://www.centralamulet.com
เวปท่าพระจันทร์ดอทคอม http://www.thaprachan.com
เวปยูอะมิวเลทดอทคอม http://www.uamulet.com
ซึ่งผู้เขียนต้องขออนุญาตเจ้าของภาพและขอขอบคุณอย่างสูงมา ณ ที่นี้

  

 


 
(webpage) 200981_55956.gif