ศูนย์พระเครื่องพระบูชาออนไลน์ https://www.amuletsale4u.com

 เข้าสู่ระบบ - สมัครสมาชิก  

 

แนะนำให้รู้จัก"ไม้มะลื่น"

ไม้ชนิดนี้แหละที่นำไปเรียกชื่อ "พระนางกำแพงเม็ดมะลื่น"  ซึ่งความจริงก็คือ

 "กระบก"
Irvingia malayana Oliv. ex A. Benn.

คนอีสานคงถึงบางอ้อกันแล้ว

 

 

ระบบการตั้งชื่อ(Nomenclature) 

ชื่อพื้นเมือง(Common name) กระบก กะบก จะบก ตระบก ( ภาคกลาง) กะหก ( ลาว นครราชสีมา ) จะบก ตะบก มะลื่น ( ไทย นครราชสีมา) จำเมาะ จ่ำเบ๊าะ( เขมร) ซะอัง ( ซองตราด) บก หมากบก ( ขอนแก่น) มื่น มะมื่น ( พายัพ)มักบก หมักลื่น ( สุโขทัย) หลักกาย ( ส่วย – สุรินทร์)
 
ชื่อพ้อง(Synonyms) Irvingia oliveri Pierre  ชื่อวงศ์(Family) IXONANTHACEAE ชื่อการค้า(Trade name) Wild almond

การกระจายพันธ์ตามธรรมชาติ(Distribution and habitat) 

ขึ้นตามป่าเบญจพรรณแล้ง ป่าแดง และป่าดิงแล้งทั่วไป ที่สูงจากระดับน้ำทะเล 150 – 300 เมตร ยังเป็นไม้เบิกนำที่สามารถขึ้นได้ดีในป่าดิบชื้น และป่าชายหาด
 
ลักษณะทางด้านพฤกษศาสตร์(Botanical description)
 
ลำต้น (Stem) กระบกเป็น ไม้ยืนต้นขนาดกลาง ถึงขนาดใหญ่ สูง10 – 30 เมตร ผลัดใบ ลำต้นเปลาตรง เมื่อมีอายุมากโคนมักเป็นพูพอน เรือน ยอดเป็นพุ่มแน่น ทึบ กลม หรือกลมรี กิ่งอ่อนจะมี
รอยแผลใบขวั้นรอบตรงข้อ
 
เปลือก (Bark) เปลือกสีเทาอ่อนปนน้ำตาล ค่อนข้างเรียบ บางทีแตกเป็นสะเก็ด
 
 
 
ใบ (Leaf) เป็นใบเดี่ยว (simple leaf) ติดเรียงสลับ ทรงใบรีแกมรูปขอบขนาน (elliptical -oblong) จนถึงใบ รูปหอก (lanceolate)กว้าง 2 – 9 ซม. ยาว 8 – 20 ซม. เนื้อใบหนา เกลี้ยงทั้งสองด้าน โคนใบมนแล้ว สอบเรียว ไปทางปลาย ปลายใบแหลมทู่ขอบใบเรียบ เส้นแขนง ใบมี 8 – 14 คู่และมักมีเส้นแขนงใบปลอมแซมระหว่าง กลาง เส้นใบย่อยแบบขั้นบันได จะเห็นชัดทางด้านท้องใบ ใบแห้งจะเห็นเส้นร่างแหชัดทั้งสองด้าน หูใบจะม้วนหุ้ม ยอด เรียวโค้งเป็นรูปฝักดาบ ยาว 3ซ. ม.
 
 
ดอก (Flower) เป็นดอกช่อ(inflorescence flower) แบบ panicle มีขนาดเล็ก สีขาวปนเขียวอ่อน มีขนนุ่ม ๆ ประปราย ออกรวมกันเป็นช่อโตๆตามปลายกิ่ง กลีบฐานดอกและกลีบดอกมีอย่างละ 5 กลีบ กลีบดอกจะยาวประมาณ 3 เท่าของกลีบฐานดอกและปลายกลีบจะหักกลับมาสู่ก้านดอกเกสรผู้มี 10 อัน
 
ผล(Fruit) เป็นผลเดี่ยว (simple fruit) ประเภท ผลสด (fleshy fruit)แบบ drupe ผลกลมรี ผลแก่ออก สีเหลือง มีเนื้อเละๆหุ้มเมล็ดพอควร แต่ละผลมีเมล็ดเดียว ขนาดใหญ่และแข็ง
 
 
 
เมล็ด (Seed) มีขนาดใหญ่และแข็งเหมือนไม้ ภายในเมล็ดมีเนื้อสีขาว รสมัน
 
 
ลักษณะทางกายวิภาค(Wood anatomy)
พอร์มีทั้งพอร์เดี่ยว (solitary pore) และพอร์แฝด (multiple pore) แบบของการเรียงตัวไม่เด่นชัด การกระจาย เป็นแบบกระจัดกระจาย (diffuse porous) เส้นเรย์เห็นชัด พาเรงคิมาเป็น
แบบพาเรงคิมาแบบตาข่าย (reticulate parenchyma)
 
 
ลักษณะเนื้อไม้(Wood description)
 
แก่นสีเทาปนน้ำตาลมีสารจำพวกทรายอยู่มาก ทำให้ เนื้อไม้แข็งแต่เปราะ เสี้ยนตรง แข็งมาก
 
 
คุณสมบัติของเนื้อไม้(Wood properties)
สกายสมบัติ(Physical properties)
ความหนาแน่น (Density) 1,040 กก./ ลบ. ม.
การหดตัวทางด้านรัศมี (Radial section) 6.27 %
การหดตัวทางด้านสัมผัส (Tangential section) 9.05 %
การหดตัวทางด้านยาวตามเสี้ยน(Longitudinal section) 0.03 %
การผึ่งและอบไม้ ผึ่งด้วยกระแสอากาศแห้งช้า ต้องใช้เวลานาน ไม้ขนาด 1x6 นิ้ว มีความชื้น 30%ผึ่งให้แห้งจะมีความชื้นเหลืออยู่ ประมาณ 15% ใช้เวลาประมาณ 60 วัน อบให้แห้งได้ยากปานกลาง
 
กลสมบัติ(Mechanical properties)
ความแข็ง (Hardness) 1,360 ก. ก.
ความแข็งแรง (Strength) 1,503 ก. ก./ ตร. ซ. ม.
ความดื้อ (Stiffness) 114,300 ก. ก./ ตร. ซ. ม.
ความเหนียว (Toughness) 2.39 ก. ก.- ม.
ความทนทานตามธรรมชาติ (Durability) ตั้งแต่ 1-13.8 ปี เฉลี่ยประมาณ 4 ปี
การอาบน้ำยาไม้ (Wood-preservation) อาบน้ำยาได้ง่าย ( ชั้นที่ 2 )
ชั้นความแข็งแรง (Strength group) A
ชั้นคุณภาพไม้ (Grade timber ) B
 
เคมีสมบัติ(Chemical properties)
มีปริมาณสารละลายในแอลกอฮอล - เบ็นซิน ร้อยละ 1.26 น้ำเย็นร้อยละ 1.81 น้ำร้อนร้อยละ 2.01 และโซเดียมไฮดร็อกไซด์ 1 เปอร์เซ็นต์ ร้อยละ 9.69 มีปริมาณ ขี้เถ้าร้อยละ 1.54 เพ็นโตซานร้อยละ 15.69 ลิกนินร้อยละ 30.15 โฮโลเซลลูโลสร้อยละ 72.95 เซลลูโลส ( คร็อซ- และบีแวน) ร้อยละ 57.08
 
การขยายพันธ์(Reproduction)
ปกติขยายพันธ์โดยการเพาะเมล็ด เนื่องจากผลสุกของกระบก สัตว์ป่าพวกเก้ง กวางและนกต่างๆชอบกินเป็นอาหาร จึงเป็นการช่วยในการแพร่พันธ์ของไม้กระบกตามธรรมชาติได้เป็นอย่างดี
 
การใช้งาน(Uses)
การเลื่อย อยู่ในระดับค่อนข้างยาก การไส อยู่ในระดับค่อนข้างยาก การเจาะ อยู่ในระดับค่อนข้างยาก การกลึง อยู่ในระดับค่อนข้างยาก การยึดเหนี่ยวตะปู อยู่ในระดับดี การขัดเงา อยู่ในระดับค่อนข้างยาก
 
การออกดอกและการติดผล(Flowering and fruiting habit)
ออกดอกระหว่างเดือนมกราคม - มีนาคม เป็นผลระหว่างเดือนกุมภาพันธ์- เมษายน
  
 
การใช้ประโยชน์(Usability)
เนื้อไม้ (wood) ใช้ทำเครื่องมือกสิกรรม ครก สาก กระเดื่อง ทำฟันสีข้าว สมัยก่อนนิยม ใช้เผาถ่าน เพราะได้ถ่านดีให้ความร้อนสูง เมื่ออาบน้ำยาโดยถูกต้องแล้ว ใช้ในการก่อสร้าง ที่ต้องการความแข็งแรงได้ดี เมล็ด (seed) น้ำมันที่ได้จากเนื้อในเมล็ด ใช้ทำสบู่ เทียนไข
ไม้ฟืน (wood fuel) ให้ค่าความร้อน 6,745 แคลลอรี่/ กรัม
ถ่านไม้ (Charcoal) ให้ค่าความร้อน 7,016 แคลลอรี่/ กรัม
 
สรรพคุณทางยา
เนื้อในเมล็ด รสมันร้อน บำรุงเส้นเย็น บำรุงไขข้อ แก้ข้อขัด บำรุงไต ฆ่าพยาธิในท้อง 
 
ส่วนที่ใช้เป็นอาหาร
ผล สัตว์ป่าพวกเก้ง กวางและนกต่างๆ ชอบกินผลสุก
เมล็ด เนื้อในเมล็ดสามารถนำมาใช้รับประทานเป็นอาหารได้
 
 
 
 
 
 
 
ที่มา www.dnp.go.th