ศูนย์พระเครื่องพระบูชาออนไลน์ https://www.amuletsale4u.com

 เข้าสู่ระบบ - สมัครสมาชิก  

(webpage) 200981_55956.gif

พระสมเด็จปัญจสิริ (3)

  

 

พระสมเด็จปัญจสิริ

โดย สันยาสี

.........................................

       นับแต่เขียนเรื่องพระสมเด็จสายรุ้งหรือสมเด็จปัญจสิริ รุ่นเจ้ากรมท่า หรือเจ้ากรมวังหน้า ก็ได้รับเสียงตอบรับเกรียวกราว วัน ๆ มีคนโทร.ถามอยู่เสมอ หลายท่านขอร้องให้หาข้อมูลเขียนเพิ่มเติมอีก ผมก็หาเต็มที่ ก็ได้ข้อมูลมาเขียนให้ท่านอ่านกันอีกตามกำลังสติปัญญาที่มีอยู่น้อยนิด และประสบการณ์บางประการ

       มีผู้อ่านบางท่านเล่าให้ฟังว่า สมัยก่อน ราว 20 ปีมาแล้ว เขาสนใจพระสมเด็จวัดระฆังมาก จึงแสวงหาครูอาจารย์ที่เชี่ยวชาญพระสมเด็จวัดระฆัง วัดบางขุนพรหม วัดใหม่อมตรส วัดไชโยวรวิหาร เป็นต้น แล้วเขาก็ไปพบผู้เชี่ยวชาญท่านหนึ่งที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการพระสมเด็จ ชื่ออาจารย์วิชิต (เดี๋ยวนี้ท่านอยู่ในวัยคุณตาแล้ว) คุณตาวิชิตได้ให้สติว่า อย่าไปแสวงหาพระสมเด็จดังกล่าวให้ยากเลย เพราะราคาแพงมาก ๆ และมีของปลอมแปลงเยอะ แม้เซียนยังแยกไม่ออกเลยว่าของจริงหรือของปลอม คนที่จะรู้ได้ว่าจริงหรือปลอมก็มีแต่คนที่มีญาณคือตาใน เมื่อจับก็รู้ทันทีว่าจริงหรือปลอม แว่นขยายไม่สามารถแยกแยะได้หรอก

       ท่านว่า ถ้าอยากได้พระสมเด็จของจริงแท้ไม่แปลกปลอม ให้หาสมเด็จวัดพระแก้ว รุ่นกรมวังหน้าสร้างเมื่อ พ.ศ.2411 ราคาไม่กี่บาท ไม่ถึงร้อย มีคละเคล้ากันอยู่ตามแผงพระวัดราชนัดดาและท่าพระจันทร์ พระชุดนี้ไม่มีเซียนพระคนไหนสนใจ ไม่มีคนเล่น จึงเป็นพระไม่มีราคา ถ้ามีเงินให้รีบเก็บสะสมไว้ พระรุ่นนี้มีคุณค่าไม่อาจประเมินเป็นเงินทองได้ ใครได้ไว้ครอบครองเหมือนมีแก้วสารพัดนึก เพราะโดดเด่นทางแคล้วคลาด เมตตามหานิยม ทำมาค้าขายร่ำรวย ต่อไปภายหน้าจะเป็นของมีราคาไม่แพ้สมเด็จโตวัดระฆัง

       ชายหนุ่มจึงขอดูตัวอย่าง เมื่อจดจำลักษณะได้แม่นยำแล้วจึงเที่ยวแสวงหาพระสมเด็จเจ้ากรมท่า แถวแผงพระท่าพระจันทร์และวัดราชนัดดา ก็ได้มาเรื่อย ๆ ทีละ 5-6 องค์ จนสะสมได้ถึง 300 กว่าองค์ แต่เป็นของรักของหวงแหนที่ไม่ยอมปล่อยออกมาให้ใครเช่า

       เมื่อผมทราบดังนั้นจึงลองไปเที่ยวเอากล้องส่องดูแถวท่าพระจันทร์ ก็ไม่พบ แต่มีของใหม่ที่ทำขึ้นในยุคหลังอยู่ประปราย เมื่อสอบถามเจ้าของร้านขายพระเครื่อง เขาว่าพี่อย่าไปหาให้เสียเวลาเลย คนตาดีเขาเก็บไปหมดแล้ว แม้ของทำเทียมก็หาน้อยแล้ว เพราะทุกวันนี้สีก็แพง การกดพิมพ์และเกลี่ยสีก็ทำลำบาก ทำออกมาขายองค์ละไม่กี่บาทมันไม่คุ้ม จึงไม่มีใครทำออกมาอีก

        ผมก็ถึงบางอ้อ พระชุดนี้มีคนทำขึ้นมาเลียนแบบจริง ๆ แต่ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนของจริง เพราะจุดหมายของเขาไม่ได้ตั้งใจปลอมให้เหมือน คิดเพียงทำให้เป็นหลากสีเหมือนสายรุ้ง และของที่ทำขึ้นมาใหม่นั้นค่อนข้างเลอะเลียน เพราะใช้ถอดพิมพ์จากของเก่า ของจริงที่ทำมาแต่ช่างสิบหมู่นั้นองค์พระจะคม ชัดเจน แม้บางองค์จะดูใหม่ก็ตาม แต่ที่ดูใหม่เป็นพิมพ์ 2451 รุ่นสร้างพระบรมรูปทรงม้า ที่แลดูใหม่นั้นเพราะสร้างจากปูนกังไส เช่นเดียวกับถ้วยกังไสลายครามฉะนั้น เมื่อล้างให้สะอาดจึงแลดูใหม่เสมอ แต่อิทธิคุณนั้นจะหาพระเครื่องในยุคหลังเสมอเหมือนนั้นยาก แม้พระที่ทำมาก่อนก็คงยอมแพ้เฉพาะรุ่น กรมวังหน้า 2411 เท่านั้น และกรุ 2451 นี้จะมีพิมพ์พระบรมรูปทรงม้า (มีอักษรจารึกใต้ฐานว่า รศ.๑๒๗) พิมพ์พระบรมฉายาลักษณ์พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พิมพ์สมเด็จโตโล้พาย อยู่ 2-3 แบบ และอีกมากมายหลายพิมพ์ ด้านหลังมีตราประทับมากมายหลายชนิดเช่น ตราครุฑ ตราช้าง ตราจักร ตราอรหัง ตราพระเกี้ยว ตราพระบรมฉายาลักษณ์ ร.๕ ตราแผ่นดิน เป็นต้น แทบทุกองค์จะมีเศษตะไบทองผสมอยู่มากบ้างน้อยบ้าง ส่วนมากจะเป็นพระหลากสีคือสายรุ้ง แต่ที่เป็นสีปูนกังไสลงรักปิดทองก็มี เมื่อพิจารณาดูแล้วก็เห็นว่าไม่มีคนเสียสติคนไหนจะทำปลอมขึ้นมาเพื่อขายในราคาไม่กี่บาท เพราะฝีมือละเอียด ประณีตบรรจง พิมพ์ชัดเจน แค่ผงตะไบทองที่ผสมในองค์พระก็พิสูจน์ได้แล้วว่าเป็นของหลวงทำขึ้นมาในพระราชพิธีที่สำคัญของบ้านเมือง

       ด้วยความอยากรู้รายละเอียด ผมจึงเข้าค้นในอินเตอร์เน็ต เข้าไปในเว็บไซด์ Google ป้อนคำว่า พระสายรุ้ง ก็คงพบแต่พระสายรุ้งของเจ้าคุณนรรัตน์ วัดเทพสิรินทร์ เมื่อป้อนคำว่า พระสมเด็จกรมวังหน้า พระสมเด็จเจ้ากรมท่า พระสมเด็จปัญญจสิริ พระสมเด็จเบญจรงค์ ก็ไม่ปรากฏว่ามีพระชื่อนี้อยู่อินเตอร์เน็ต บ่งว่าพระชุดนี้ไม่อยู่ในสาระบบการค้าของนักเล่นพระจริง ๆ และไม่มีใครกล้าที่จะเผยแพร่ เพราะเป็นของต้องห้าม เนื่องด้วยถูกลักลอบนำออกจากวัดพระแก้วคราวบูรณะนั่นเอง เมื่อป้อนคำว่าเจ้ากรมท่า เจ้ากรมวังหน้า กรมพระราชวังบวรวิชัยชาญสถานมงคล ก็ไม่ปรากฏมีชื่อเหล่านี้อยู่ในอินเตอร์เน็ต

        ผมจึงเข้าไปดูในราชกิจจานุเบกษา แล้วป้อนคำว่า พระบรมรูปทรงม้า ก็ได้ความทีเดียว มีปรากฏในราชกิจจานุเบกษาเล่มที่ 25 กล่าวถึงการสร้างพระบรมรูปทรงม้าในรัชกาลที่ ๕ ร.ศ.๑๒๗ (พ.ศ.2451-52) ตรงกับพระพิมพ์บรมรูปทรงม้าที่มีอักษรจารึกไว้ แต่ในเนื้อหาไม่ได้บ่งไว้ว่ามีการสร้างพระพิมพ์ต่างๆ ขึ้น แสดงว่าการพระราชพิธีสร้างพระเครื่องต่างๆ นั้นท่านไม่ได้จารึกไว้ในพระราชกิจจานุเบกษา เป็นสิ่งที่ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ขอบรมราชานุญาติสร้างขึ้น และพระราชาทรงร่วมประกอบพิธี แต่ไม่ได้บรรจุไว้ในความสำคัญของงานราชการ แต่พระพิมพ์ต่าง ๆ ที่ทำขึ้นนั้นเป็นหลักฐานฟ้องเหตุการณ์ไว้ แสดงว่าพระสมเด็จปัญจสิริรุ่น 2451 นั้นมีจริงตามที่คุณตาประถม อาจสาคร ได้เล่าให้ฟังเมื่อคราวผมไปเยี่ยมท่านถึงบ้าน และผมมาทราบภายหลังว่าคุณตาประถม อาจสาคร เป็นหลานแท้ ๆ ของคุณปู่เจ้าพระยาภาณุวงษ์มหาโกษาธิบดี (ท้วม บุนนาค) ท่านจึงรู้ประวัติต่าง ๆ เกี่ยวกับคุณปู่ของท่าน รวมถึงเรื่องการสร้างพระสมเด็จเจ้ากรมท่า เป็นอย่างดี

       นอกจากนั้น ทางนิตยสารพุทธามหาเวทได้รับจดหมายจากนายพล ท่านหนึ่ง เป็นจดหมายส่งทางแฟกซ์ 1 หน้า ความย่อว่า ท่านนายพลเคยเข้าเฝ้าหม่อมเจ้าทองคำเปลว ทองใหญ่ ซึ่งเป็นพระโอรสในกรมหลวงประจักษ์(เป็นพระราชโอรสต่างมารดาในรัชกาลที่ ๔ ของพระพุทธเจ้าหลวง ร.๕) หม่อมเจ้าได้ทรงประทานพระสมเด็จฉัพพรรณรังสีให้ท่านนายพล 1 องค์ และเล่าว่า เสด็จพ่อท่านไปกราบขรัวจาด วัดภาณุรังษี คลองบางพลัด ซึ่งเป็นสหธรรมิกของหลวงปู่โต ท่านก็หารือว่าอยากทำพระสีเนื้อผงบ้าง จึงไปเฝ้าท่านท้วม บุนนาค ซึ่งอยู่กับท่านข้างหน้า(คนโบราณเรียกวังหน้าว่าท่านข้างหน้า) เมื่อหารือแล้วตกลงสร้างพระชุดนี้ขึ้น

       สีของพระเอาสีธรรมชาติมาผสมได้แก่ ขมิ้น ได้แก่สีเหลืองที่ปรากฏในองค์พระ สีแดงเป็นสีชาด สีเขียวได้มาจากสียางไม้ (น้ำเขียว ๆ ของคอร์เลอร์ฟิวส์)

       คณาจารย์ปลุกเสก มี หลวงพ่อทัด (สมเด็จพระพุทธบาทปิลันท์) หลวงพ่อจาด วัดภาณุรังสี หลวงปู่ดำ วัดอัมรินทร์ บางกอกน้อย องค์ของ มรว.ทรงวุฒิ เกษมสันต์ ก็เป็นเหมือนกันเช่นนี้ พระชุดนี้ดีทางเมตตา โชคลาภต่าง ๆ แคล้วคลาด พระชุดนี้ปลุกเสกที่วังหน้า (พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติปัจจุบัน) ท่านข้างหน้าเป็นประธาน ท่านท้วม บุนนาค เป็นรองประธาน

       ท่านนายพลให้ความเห็นว่า หลวงปู่โตไม่ได้ปลุกเสกพระชุดนี้ เพราะท่านจากไปก่อน ซึ่งขัดกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เพราะหลวงปู่โต สิ้นชีพิตักษัยปี พ.ศ. ๒๔๑๕ เมื่อไปดูแลการสร้างหลวงพ่อโตอุ้มบาตร วัดอินทรวิหาร บางขุนพรหม แต่พระชุดนี้สร้างปี ๒๔๑๑ เนื่องในพระราชพิธีขึ้นครองราชย์ของเสด็จ ร.๕ ดังเรื่องที่อาจารย์ เทพ สุนทรศารทูล ได้เขียนเล่าไว้ว่า

       เมื่อ พ.ศ.๒๔๑๑ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จเสวยราชสมบัติ สืบราชสันตติวงศ์ ตามคำปรึกษายินยอมของเจ้านายขุนนางที่มาประชุมกัน ฝ่ายสงฆ์มีสมเด็จกรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ เป็นประธาน ฝ่ายเจ้านายมีกรมพระเทเวศวัชรินทร์ เจ้านายผู้มีอาวุโสสูงสุดเป็นประธาน ฝ่ายขุนนางมีเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์(ช่วง บุนนาค)เป็นประธาน และเป็นประธานใหญ่ในที่ประชุมนั้นด้วย

       เมื่อพระยาศรีสุริยวงศ์ถามที่ประชุมว่า สมควรจะให้เจ้านายพระองค์ใดขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์สืบราชสันตติวงศ์ต่อไป ขอให้เสนอพระนามในที่ประชุมนี้ทราบ

       ขณะนั้น กรมพระยาเทเวศวัชรินทร์ เจ้านายอาวุโสสูงสุด สืบสายมาจากรัชกาลที่ ๒ ได้คุกเข่าลงประนมพระหัตถ์ตรัสขึ้นว่า สมควรถวายราชสมบัติแก่สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมขุนพินิตประชานาถ พระราชโอรสองค์โตของพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีพระเดชพรคุณสูงสุดแห่งแผ่นดินมาแต่ก่อน ให้ขึ้นครองราชย์สมบัติ เพื่อความสงบสุขของแผ่นดิน

       เมื่อที่ประชุมนิ่งดุษณี จึงถือว่าที่ประชุมยอมรับตามแบบของการประชุมสมัยโบราณ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมขุนพินิตประชานาถ จึงเสด็จขึ้นเถิงถวัลย์ราชสมบัติเป็นพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๔๑๑ โดยมีมติเป็นเอกฉันท์ ขณะนั้นพระองค์มีพระชนม์ ๑๖ พระชันษา จึงให้เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน มีอำนาจสั่งประหารชีวิตคนที่ต้องโทษมหันต์ได้เสมอพระเจ้าแผ่นดิน

       แม้แต่กรมขุนวรจักรธรานุภาพ พระราชโอรสของพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ก็ไม่กล้าออกจากวังอยู่นาน เพราะไปคัดค้านท่านผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน เรื่องตั้งกรมหมื่นบวรวิชัยชาญเป็นพระมหาอุปราช ว่าที่ประชุมไม่มีอำนาจตั้ง เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ทรงเลือกตั้งเอง เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์จึงตวาดว่า ที่ว่าเช่นนี้เพราะอยากจะเป็นเสียเองใช่ไหม กรมขุนวรจักรธรานุภาพจึงนั่งสงบเงียบ และไม่กล้าออกจากวังมานับแต่บัดนั้น

       บุคคลในตระกูลบุนนาคที่มีอำนาจมากอีกคนหนึ่งคือ เจ้าพระยาภาณุวงศ์มหาโกษาธิบดี (ท้วม บุนนาค) ว่าราชการกรมท่า หรือกระทรวงต่างประเทศในกาลต่อมา เจ้าพระยาองค์นี้เป็นที่เคารพยำเกรงพระทัยของพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมาก เมื่อเสด็จพบเจ้าพระยาองค์นี้(สมัยนั้นเรียกว่าองค์) พระองค์จะประครองอัญชลีกระพุ่มพระหัตถ์ขึ้นไหว้ก่อน และตรัสเรียกว่าคุณตา ตามคำเรียกของเจ้าจอมมารดาแพ หรือคุณพระประยูรวงศ์พระสนมเอกเรียก

       เจ้าพระยาภาณุวงศ์มหาโกษาธิ บดี ได้คิดสร้างพระเครื่องขึ้นเป็นที่ระลึกในการเสด็จขึ้นเสวยราช ใน พ.ศ.๒๔๑๑ ได้กราบทูลขอพระบรมราชานุญาติสร้างขึ้นตามแบบพระสมเด็จพระพุฒาจารย์โต ซึ่งมีแม่แบบพิมพ์อยู่ที่วัดระฆัง และสร้างแบบพิมพ์ขึ้นใหม่บ้าง แต่ให้เป็นทรงนิยมในเวลานั้น

       เนื้อพระนั้นทำด้วยปูนกังไส ผงตะไบทอง ผงแก้วทรายจากหาดทรายเมืองพัทยา และให้สร้างเป็นพระฉัพพรรณรังสี คือมีสี 6 ประการ จากรังสีที่พระพุทธะเจ้าเคยเปล่งแสดงปาฏิหาริย์ปราบมารคือ สีขาว เหลือง แดง แสด เขียว ฟ้า ผสมสีสลับกันในองค์เดียวกัน พระเครื่องชุดนี้จึงมี 6 สี แปลกกว่าพระสมเด็จรุ่นอื่น ๆ ทุกองค์มีผงตะไบทอง ตะไบแก้ว ไม่มีพระสมเด็จรุ่นใดเหมือน เนื้อแกร่งมาก บางองค์หนึกนิ่ม มีแสงแวววาว แบบพิมพ์สวยงามมากยิ่งกว่าพระสมเด็จรุ่นอื่น ๆ นอกจากนั้นยังมีเครื่องหมายตราราชการว่าเป็นพระของหลวงคือมีตราครุฑ ตราช้าง ตรามงกุฎ ตราฉัตร ตราพระปรมาภิไธย จปร.

       พระสงฆ์ที่อาราธนามากระทำพิธีพุทธาภิเษกที่พระอุโบสถวัดพระแก้ว(วังหน้า) คือสมเด็จพระพุฒาจารย์โต กรมหมื่นบวรรังสีสุริยพันธ์(กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์) พระพุทธบาทปิลันธน์ และพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้นอีกหลายรูป ทำพิธีครบรูปแบบโบราณ เป็นพิธีใหญ่โตมาก ทำพิธีเสร็จแล้วก็แจกเป็นที่ระลึกแก่เจ้านายขุนนางทั่วไป ที่เหลือบรรจุไว้ในเจดีย์รอบระเบียงอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และบนเพดานโบสถ์วัดพระแก้ววังหน้าและพระแก้วมรกต

       พระสมเด็จรุ่นนี้จึงเป็นพระเครื่องพิเศษ เป็นพระเครื่องของหลวงโดยตรง เป็นพระเครื่องมีศักดิ์สูง เป็นพระเครื่องที่มีสิริมงคลพร้อมด้วยวัตถุธรรมและนามธรรม รูปแบบสวยงามคมชัด เนื้อแกร่ง มีน้ำหนัก พร้อมด้วยมวลสาร ใครได้พบแล้วรีบเก็บไว้บูชาพกติดตัวไว้เป็นสิริมงคล จะอภิบาลรักษาให้เกษมสุข รอดปลอดภัยจากอุปัทวันตรายทั้งมวล ไม่มีพระเครื่องรุ่นใดเหนือกว่าเลยทั้งวัตถุธรรมและนามธรรม

       ผู้ใดได้พบเห็นก็นับว่าเป็นโชคของผู้นั้น ผู้ใดมีไว้ในบ้านเรือนก็นับว่าเป็นสิริมงคลอย่างสูง ผู้ใดพกติดตัวไปก็จะคุ้มโพยภัยอันตรายทุกสิ่งทุกประการ ผู้ใดพกพระสมเด็จวัดพระแก้วติดตัวจะไม่ตายโหง

พ.ศ.๒๔๒๕ เฉลิมฉลองพระนคร

       ใน พ.ศ.๒๔๒๕ เป็นปีเฉลิมครบรอบ ๑๐๐ ปีกรุงเทพมหานคร ในรัชกาลที่ ๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้มีงานฉลองเป็นการใหญ่ ๒ ประการคือ 

  1. โปรดเกล้าให้ให้พิมพ์พระไตรปิฎกภาษาไทย เรียกว่าฉบับสยามรัฐ แจกจ่ายไปยังพระอารามหลวงและอารามเจ้าคณะอำเภอจังหวัดทั่วประเทศ เป็นการบำเพ็ญพระราชกุศลครั้งสำคัญในพระพุทธศาสนา
  2.  โปรดเกล้าให้สร้างสมเด็จพระแก้วมรกตขนาดเล็กขึ้น เป็นพระเครื่องแจกจ่ายไปทั่ว เป็นแบบเดียวกับที่เคยสร้างใน พ.ศ.๑๔๑๑ มีสีสันและรูปทรงเดียวกับสมเด็จพระแก้วฉัพพรรณรังสีเมื่อครั้งก่อน ใช้มวลสารอย่างเดียวกัน

        คราวนี้กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์เป็นประธานสงฆ์ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (ม.จ.ทัต เสนีย์วงศ์)วัดพระเชตุพน เป็นพระสวดพุทธาภิเษก พร้อมด้วยพระเกจิอาจารย์มีชื่อเสียงในสมัยนั้น ๑๐๘ องค์ ทำพิธีในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

พ.ศ.๒๔๕๑

       มีการสร้างพระบรมรูปทรงม้าที่ลานพระราชวังดุสิต หน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม ในคราวนี้โปรดให้สร้างเหรียญพระบรมรูปทรงม้าแจกเป็นที่ระลึกด้วย พร้อมด้วยพระเครื่องสมเด็จ และพระบรมรูปทรงม้า ทำด้วยเนื้อผง ๖ สี ที่สร้างพระสมเด็จคราวก่อน สร้างจำนวนเท่า พ.ศ.ปีที่สร้าง

       น่าเศร้าใจที่ต่อมา วันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๓ ก็ทรงเสด็จสวรรคต เหมือนว่าพระสมเด็จวัดพระแก้วรุ่นนี้จะเป็นรุ่นสุดท้าย ต่อมาไม่มีการสร้างพระสมเด็จด้วยผงฉัพพรรณรังสีอีกเลย

       ในการสร้างพระสมเด็จวัดพระแก้วคราวนี้ได้เพิ่มแบบพิมพ์ขึ้นอีก ๔ แบบคือ

            1.รูปสมเด็จโตในท่าลอยตัว นั่งภาวนาในซุ้มม่านแหวก

            2.รูปสมเด็จโตโล้เรือ ใต้รูปพระปฏิมากร

            3.รูปพระปฏิมากรยกพระหัตถ์ข้างขวารับข้าวมธุปายาสใต้ต้นมหาโพธิ์

            4.ในแบบพิมพ์เล็กรูปใบโพธิ์ มีทั้งแบบฤดูฝน ฤดูร้อน และฤดูหนาว

       พระทั้ง ๔ แบบทำด้วยผงปูนขาว (น่าจะเป็นผงปูนกังไส) ผสมสี ๖ สี เนื้อเดียวกันทั้งหมด นับเป็นรุ่นสุดท้าย จากนั้นไม่สร้างแบบนี้อีกเลย

เหรียญพระแก้วมรกต ๑๕๐

       ตกมาถึง พ.ศ.๒๔๗๕ ต้องคำพยากรณ์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าว่า กรุงเทพ ฯ จะสืบสันตติวงศ์ไปนาน ๑๕๐ ปี นับแต่ พ.ศ.๒๓๒๕ เมื่อครบ ๑๕๐ ปี ใน พ.ศ.๒๔๗๕ ในสมัยรัชกาลที่ ๗ แห่งราชวงศ์จักรี จึงมีความหวาดหวั่นพรั่นพรึงกันในวงศ์เจ้านายและขุนนางใหญ่น้อยทั้งปวง

       พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวแม้จะเป็นพระมหากษัตริย์สมัยใหม่ ทรงรับการศึกษาจากต่างประเทศ แต่ก็ปริวิตกในคำพยากรณ์ จึงทรงแก้เคล็ดด้วยการสร้างสะพานขนาดใหญ่ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา สร้างเสร็จเปิดสะพานในวันที่ ๖ เมษายน ๒๔๗๕ ให้ชื่อ สะพานพระพุทธยอดฟ้า

       พร้อมกันนั้นก็โปรดเกล้าฯให้สร้างเหรียญพระแก้วมรกตขึ้น ทำด้วยทองคำ เงิน ทองแดง เป็นเหรียญกลม แกะบล็อกจากต่างประเทศ สร้างจำนวนจำกัดแจกในราชวังสำหรับเจ้านายขุนนางและข้าราชการชั้นสูงเท่านั้น เป็นต้องการของนักสะสม พากันแสวงหากันในราคาแพง

หนังสืออ้างอิง สมเด็จพระแก้วมรกต โดย เทพ สุนทรสารทูล สำนักพิมพ์ดวงแก้ว 2544

 ข้อมูลจาก สันยาสี ขอขอบคุณเป็นอย่างสูงไว้ ณ ที่นี้

www.amuletsale4u.com

(webpage) 200981_55956.gif