ศูนย์พระเครื่องพระบูชาออนไลน์ https://www.amuletsale4u.com

 เข้าสู่ระบบ - สมัครสมาชิก  

(webpage) 200981_55956.gif

เคล็ดลับ-วิธีสังเกตเหรียญพระแท้

 

     ขึ้นชื่อว่า เซียนพระ หรือ คนรักพระ ไม่ว่าใครก็คงไม่อยากประสบพบเจอกับ ของปลอม หรือ ของเก๊  ที่มือดีทำเลียนแบบวางขายเกลื่อนดาษดื่นแน่นอน ทุกวันนี้ในแวดวงผู้นิยมพระเหรียญหลาย ๆ ท่านถึงกับเอ่ยปากบอกว่าเล่นยากมากขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะเหรียญที่ทำเก๊จากการแกะบล็อกหรือถอดพิมพ์ด้วยคอมพิวเตอร์ จึงคล้ายคลึงหรือเหมือนเกือบ 100% หากไม่ระวังมีสิทธิ์ โดน ให้ช้ำใจแน่นอน 

       แต่ทุกอย่างย่อมมีหนทางแก้ไข หากเรามีเคล็ดลับ ก็คงไม่ต้องแนะนำอะไรมากมาย เพราะส่วนใหญ่ผู้นิยมพระมักจะศึกษาและเดินสายส่องกันจนชินตาอยู่แล้ว ยกเว้นพบเจอกับเหรียญสายที่ไม่ถนัดหรือไม่เคยผ่านตามาก่อน ก็อาจจะลำบากบ้างพอสมควร

       จึงขอแนะนำเกร็ดความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ มาเล่าสู่กันฟังบ้าง เชื่อว่าคงเป็นประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย ซึ่งจากการพูดคุยและขอความรู้จากผู้เชี่ยวชาญพระเหรียญหลายท่าน ๆ มีคำแนะนำดังนี้ครับ
       1.
การพิจารณาพระเหรียญ อันดับแรกให้ดูด้วยตาเปล่าก่อนว่าเหรียญมีลักษณะบวมหรือไม่ หากบวมนูนตรงกลางหรือบิดเบี้ยวผิดธรรมชาติ ก็ฟันธงได้เลยว่าเก๊ไว้ก่อน ยกเว้นเหรียญที่นูนจากแม่พิมพ์ เช่น เหรียญหลังเต่าเจ้าคุณนรรัตน์ราชมานิต วัดเทพศิรินทร์ หรือเหรียญรุ่นแรกหลวงพ่อโอภาสี อาศรมบางมด ฝั่งธนบุรี ซึ่งหากใช้มือลูบทั่วเหรียญจะรู้สึกว่ากลางเหรียญจะป่องหรือบวมนูน

       2. เมื่อดูว่าเหรียญไม่บวมแล้วก็ให้ดูตำหนิเทียบจากหนังสือพระเครื่องหรือตำราที่ได้รับการถ่ายทอดจากผู้รู้ อย่างน้อยก็ทำให้เราพิจารณาได้ว่าเหรียญถูกพิมพ์หรือไม่ ถ้าเหรียญผิดพิมพ์หรือไม่มีตำหนิผิดปกติตรงตามมาตรฐานสากล ก็คือ เก๊แน่นอน นอกจากนี้ถ้าเหรียญถูกพิมพ์และมีตำหนิครบถ้วนก็ให้พิจารณาและไตร่ตรองเพิ่มอีก 2 กรณี ได้แก่

             2.1. น่าจะเป็นเหรียญแท้

             2.2. อาจเป็นเหรียญเก๊จากบล็อกคอมพิวเตอร์   

        3. ขั้นตอนการแยกพระแท้กับพระเก๊บล็อกคอมพิวเตอร์หากพิจารณาแยกแยะให้ดีก็ไม่มีอปัญหา สามารถแยกแยะได้ง่ายมาก และไม่ต้องดูตำหนิ ให้ดูตัวเหรียญโดยทั่ว ๆ ไปก่อน ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง บล็อกเก๊คอมพิวเตอร์จะมีพื้นผิวเหรียญที่ไม่ตึงเรียบ และจะมีจุดเนื้อเกินหรือตำหนิแตกต่างจากเหรียญแท้เสมอ จากนั้นค่อยพิจารณาดูองค์ประกอบทั่ว ๆ ไปของเหรียญ เช่น อายุความเก่าของเนื้อโลหะ รมดำหรือกะไหล่ ว่ามีความเก่าถึงยุคหรือไม่ ในส่วนนี้เราอาจจะจำเป็นต้องคุ้นเคยกับเหรียญแท้ ๆ มาก่อน ก็จะทำให้แยกแยะได้ง่ายขึ้น  

จุดพิจารณาเหรียญปั๊มโลหะ
       1. อายุของโลหะต้องมีความเก่าตามอายุการสร้างของเหรียญ เช่น เหรียญพระเกจิหรือพระเก่า ๆ ในยุค พ.ศ. 2460 หากเป็นเนื้อทองแดงดูด้วยตาแล้วไม่เก่าให้ฟันธงไว้ก่อนว่า เก๊  
 
       2.  กระไหล่หรือรมดำ ต้องมีความเก่าตามอายุเหรียญนั้น ๆ ตามธรรมชาติ แม้ของเก๊จะทำเลียนแบบได้ก็ไม่เหมือนอยู่ดี

       3. หากเหรียญสึก ควรสึกเฉพาะส่วนที่นูนของเหรียญเท่านั้น ส่วนลึกสุดของเหรียญต้องคมชัด อันเกิดจากการปั๊มกระแทก จึงทำให้คมชัดกว่าเหรียญหล่อ

       4.  พิจารณารอยตัดปั๊มขอบเหรียญ ถ้าไม่มีหรือมีรอยตะไบก็ตาม  ถือว่าไม่ใช่เหรียญปั๊ม ยกเว้นเหรียญปั้มบังคับปลอก (บังคับขอบเหรียญ)  เช่นเหรียญหลวงพ่อเดิม ปี 2482 ขอบเหรียญจะเรียบ หรือเหรียญผ่านการตะไบขอบเช่น เหรียญหลวงพ่อคง วัดบางกระพ้อม บล็อกขอบตะไบ แต่เหรียญลักษณะพิเศษแบบนี้จะมีไม่มากนักและเกจิน้อยท่านจะสร้างขึ้น แต่ถ้ามีรอยตัดปั๊มให้พิจารณาไว้ก่อนว่าอาจเก๊จากบล็อกคอมพิวเตอร์

       5. เหรียญห่วงเชื่อม รอยเชื่อมเงินต้องมีความเก่าตามอายุ  

       6. ไม่ควรเช่าเหรียญผ่านการเลี่ยมพลาสติกหรือเลี่ยมกรอบทอง กรอบเงิน กรอบนากไว้เรียบร้อยแล้ว เพราะทำให้การพิจารณาลำบากอาจโดนหลอกได้ ยกเว้น พระเหรียญประเภทที่สามารถดูง่ายจริง ๆ ก็ไม่น่ามีปัญหา

        ทั้งหมดที่กล่าวข้างต้นคงช่วยให้หลาย ๆ ท่านคลายความกังขาในปริศนาพระเหรียญแท้-เก๊บ้างไม่มากก็น้อยครับ.
 
สาระน่ารู้จากคุณบอย ท่าพระจันทร์ บอกว่าดังนี้
 
 
       การศึกษาเรื่องราวของพระเครื่อง ประเภทเหรียญพระพุทธ และเหรียญพระคณาจารย์รุ่นเก่าๆ นั้น มีค่านิยมสูงมาก การทำปลอม จึงพัฒนาวิธีการทำให้ใกล้เคียงกับของแท้ยิ่งขึ้น โดยวิธีการที่ง่าย และเป็นที่นิยมที่สุด คือ การนำเหรียญแท้ไปถอดพิมพ์ ซึ่งจะทำให้ได้เหรียญปลอมที่มีจุดตำหนิทั้งด้านหน้าและด้านหลังใกล้เคียงกับ ของจริงมาก

       อย่างไรก็ตาม ความคมชัดของตัวหนังสือ เส้นแตก รูเจาะหูเหรียญ ตลอดจนด้านข้างของเหรียญ ก็ยังเป็นจุดสำคัญ ที่สามารถใช้ในการพิจารณาความแตกต่างระหว่างเหรียญแท้และเหรียญปลอมได้อย่าง ชัดเจนที่สุด

       ในอดีตผู้สนใจศึกษาพระเครื่องประเภทเหรียญพระพุทธ และเหรียญพระคณาจารย์ หลายคนเลือกที่จะใช้วิธีการจดจำรายละเอียดที่สำคัญของตำหนิเหรียญทั้งหมด ซึ่งในพระเหรียญ 1 เหรียญอาจจะมีจุดตำหนิให้จดจำมากถึง 10จุด นั่นหมายความว่า หากเราต้องเรียนรู้เหรียญ 100 เหรียญ เราจะต้องจดจำตำหนิทั้งหมดถึง 1,000 จุด เลยทีเดียว

       ดังนั้น แทนที่จะใช้วิธีการจดจำตำหนิทั้งหมด ผมกลับมีเทคนิคที่ใช้ในการศึกษาเหรียญแต่ละเหรียญ ด้วยวิธีการที่ง่ายกว่านั้น นั่นก็คือ การศึกษาธรรมชาติของเหรียญ โดยอาศัยหลักพื้นฐาน 4 ประการ ได้แก่

       1.ความคมชัดของตัวหนังสือ หรืออักขระยันต์
       2.พื้นผิวของเหรียญที่เรียบตึง ไม่มีร่องรอยของการถอดพิมพ์ ไม่มีขี้กลาก
       3.การเจาะรูหูเหรียญ ต้องมีเนื้อปลิ้นเกินที่เป็นธรรมชาติ และ
       4.วิวัฒนาการของการตัดขอบเหรียญ ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามเทคโนโลยีในแต่ละยุคสมัย

        ทั้ง  4 ประการนี้ ถือเป็นจุดที่ใช้ในการพิจารณาเหรียญว่าแท้หรือปลอม ได้ชัดเจนยิ่งกว่าการจดจำตำหนิ ที่สำคัญ ยังสามารถนำไปใช้ในการพิจารณาได้ทุกเหรียญ ไม่ว่าจะเป็นเหรียญในยุคสมัยใดก็ตาม เพราะถึงแม้ว่ากรรมวิธีการทำปลอมในปัจจุบันจะสามารถทำได้ใกล้เคียงกับของ จริงแค่ไหน แต่ธรรมชาติของการผลิตเหรียญแต่ละยุค ย่อมมีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

       ดังนั้น จะเห็นได้ว่า การซื้อ-ขายเหรียญในปัจจุบัน ผู้ชำนาญการจะใช้วิธีการพิจารณาด้านข้างของเหรียญเป็นบทสรุปว่า แท้หรือไม่ เพราะ...ขอบด้านข้างของเหรียญเป็นสิ่งเดียวที่ยังไม่สามารถปลอมแปลงได้เหมือน เนื่องจากร่องรอยที่ด้านข้างของเหรียญนั้น คือ ร่องรอยที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ จากขั้นตอนการผลิตในแต่ละยุคสมัย

       อย่างไรก็ตาม การศึกษาเหรียญต่างๆ ตามข้อสังเกต ๔ ข้อข้างต้นนั้น จะต้องใช้เงินจำนวนมากเพื่อไปเช่าหาเหรียญมาศึกษา อีกทั้งเหรียญที่เป็นที่นิยมของวงการ ล้วนแล้วแต่เป็นเหรียญที่มีราคาแพง ตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักล้านแทบทั้งสิ้น

       ปัญหาจุดนี้ ผมจึงเสนอแนะแนวทางที่ประหยัดกว่า และน่าสนใจ สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาแต่มีทุนน้อย นั่นก็คือ ให้ใช้วิธีไปเช่าเหรียญเก่าที่วงการไม่นิยม และมีราคาไม่แพงแทน เพื่อนำมาศึกษาธรรมชาติของเหรียญที่เกิดจากวิวัฒนาการในการปั๊ม และการตัดขอบเหรียญ เพราะเหรียญที่ออกมาในยุคสมัยที่ใกล้เคียงกัน ย่อมจะมีขั้นตอนการผลิตที่คล้ายคลึงกัน อาจจะแตกต่างกันก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

       ทั้งนี้ เพื่อให้ง่ายต่อการศึกษา ทำความเข้าใจ ผมจึงจำแนกเหรียญต่างๆ ตามกรรมวิธีการปั๊มตัดข้างเหรียญ โดยแบ่งออกเป็นออก 3 ยุคสำคัญ คือ

       ยุคที่ 1 ประมาณ พ.ศ.2440-2485
       ยุคที่ 2 ประมาณ พ.ศ.2486-2499
  และยุคที่ 3 ประมาณ พ.ศ.2500-ปัจจุบัน

1. ช่วงปี พ.ศ.2440-2485 เป็นช่วงที่นิยมสร้างเหรียญลักษณะรูปทรงกลม รูปไข่ รูปทรงอาร์ม และทรงเสมา ซึ่งรูปทรงเหรียญทั้ง 4 ชนิดนี้ สามารถแยกตามกรรมวิธีการสร้างได้เป็น 2 ชนิด คือ เหรียญชนิดปั๊มข้างเลื่อย และเหรียญชนิดปั๊มข้างกระบอก
 
       โดยเหรียญชนิดปั๊มข้างเลื่อย ก็คือ การนำแผ่นโลหะที่มีขนาดใหญ่กว่าขนาดของเหรียญมาปั๊มให้ได้ตามลักษณะรูปทรง ที่ต้องการ จากนั้นจึงนำไปเลื่อยฉลุให้สวยงามออกมาเป็นเหรียญตามรูปทรงนั้นๆ
 
       ส่วนการปั๊มข้างกระบอก ก็คือ การนำแผ่นโลหะมาเลื่อยให้ได้ตามรูปทรงของเหรียญที่จะทำการปั๊ม เพื่อเข้ากระบอก และการปั๊มเหรียญนั้นๆ ดังนั้น ด้านข้างของเหรียญปั๊มชนิดนี้จึงมีความเรียบเนียน เนื่องจากการกดปั๊มโดยมีตัวกระบอกเป็นตัวบังคับ
 
       อย่างไรก็ตาม บางเหรียญอาจมีเส้นทิวบางๆ ในขอบข้างเหรียญ ซึ่งเกิดจากการแต่งขอบให้สวยงามก็ได้
 
2. เหรียญชนิดปั๊มข้างตัด (ปั๊มตัดยุคเก่า) เป็นยุคที่เริ่มพัฒนากรรมวิธีการจัดสร้างเหรียญ ด้วยการนำเครื่องจักรที่ทันสมัยมากขึ้น มาใช้แทนกรรมวิธีแบบเก่า ที่ใช้การเข้ากระบอก และต้องเลื่อยขอบออก เพื่อตกแต่งในขั้นตอนสุดท้าย ด้านข้างของเหรียญจะมีลักษณะมนๆ ไม่ค่อยมีริ้วรอยมากนัก
 
3. หรียญปั๊มตัด ยุคพ.ศ.2500-ปัจจุบัน ในยุคนี้ได้มีการพัฒนาตัวตัดข้างเหรียญที่ทันสมัย เพื่อความสะดวกในการตัดขอบเหรียญในจำนวนมากๆ ตัวตัดยุคนี้จึงค่อนข้างคมชัด
 
 
 
(webpage) 200981_55956.gif