ศูนย์พระเครื่องพระบูชาออนไลน์ https://www.amuletsale4u.com

 เข้าสู่ระบบ - สมัครสมาชิก  

(webpage) 200981_55956.gif

การปฏิบัติต่อพระพุทธรูป

 

               พระพุทธรูปเป็นสิ่งที่เคารพอย่างสูงทางพระพุทธศาสนา ประชาชนพุทธศาสนิกได้สร้างขึ้นไว้เพื่อสักการะและบูชา ซึ่งไม่เหมือนกับการบูชาเทวรูปของศาสนาฝ่ายเทวนิยม หากแต่ถือว่าพระพุทธรูปนั้นเป็นรูปจำลองของพระพุทธเจ้า เมื่อได้พบเห็นกราบไหว้ จิตใจของตนจะได้น้อมระลึกถึงพระคุณตลอดจนคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ เป็นปัจจัยในการฝึกอบรมจิตใจให้ได้ผลตามแนวทางของพระพุทธศาสนา

               จุดมุ่งหมายในการสร้างพระพุทธรูปตามหลักธรรมปฏิบัตินั้น พุทธศาสนิกชนได้ใช่พระพุทธรูปเป็นประธานแห่งพิธีกรรม และได้ทุ่มเทความเชื่อและความเคารพเลื่อมใสไว้ในองค์พระพุทธรูปอย่างแน่นแฟ้น การที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งจะนำพระพุทธรูปไปใช้ในกิจการอันผิดเพี้ยนไปจากวัตถุประสงค์ ย่อมไม่เป็นการสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเข้าใจผิดพลาดระหว่างผู้นับถือพระพุทธศาสนากับศาสนาอื่นๆ และระหว่างผู้นับถือพุทธศาสนาด้วยกันในเรื่องพระพุทธรูปยังมีอยู่เสมอ เพราะเหตุกระทำต่อพระพุทธรูปในลักษณะไม่เหมาะสม ทั้งชาวต่างประเทศและชาวไทย บุคคลเหล่านั้นต้องรับโทษทัณฑ์ของบ้านเมืองตามกฎหมาย

               เรามีกฎหมายหลายฉบับให้ความคุ้มครองพระพุทธรูปอันเป็นปูชนียวัตถุของพระพุทธศาสนิกชน จึงควรจะได้ตระหนักเรื่องนี้ไว้บ้าง เพื่อปกป้องมิให้เกิดพลาดพลั้ง มีความผิดตามกฎหมายซึ่งออกจะหนักมาก เช่น

               (๑) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๐๖ กำหนดโทษผู้กระทำการเหยียดหยามวัตถุหรือสถานอันเป็นที่เคารพทางศาสนาไว้ว่าต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาทหรือทั้งปรับทั้งจำ

               (๒) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ ทวิ กำหนดโทษผู้ที่ลักพระพุทธรูปหรือวัตถุทางศาสนา หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของพระพุทธรูปหรือวัตถุดังกล่าว อันเป็นที่สักการบูชาของประชาชนหรือที่เก็บไว้เป็นสมบัติของชาติ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่พันบาทถึงสองหมื่นบาท

               ถ้ากระทำความผิดในวัด สำนักสงฆ์ สถานอันเป็นที่เคารพทางศาสนา โบราณสถานอันเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน สถานที่ราชการหรือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่หกพันบาทถึงสามหมื่นบาท

               (๓) ถ้ากระทำความผิดตามมาตรา ๓๓๕ ทวิ วรรคหนึ่ง เป็นการชิงทรัพย์ ผู้กระทำผิดต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงสามหมื่นบาท ถ้าเป็นการชิงทรัพย์ในสถานที่ตามวรรคสอง ผู้กระทำผิดต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบปีถึงสิบห้าปีและปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสามหมื่นบาท ถ้าการชิงทรัพย์ตามลักษณะความผิดดังกล่าวข้างต้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่ร่างกายและจิตใจ ผู้กระทำผิดต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท ถ้าเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายอันสาหัส ผู้กระทำผิดต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สามหมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท และถ้าเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ผู้กระทำผิดต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกยี่สิบปี

               (๔) ถ้าเป็นการปล้นทรัพย์ดังกล่าวตามมาตรา ๓๓๕ ทวิ วรรคหนึ่ง ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสามหมื่นบาท ถ้าเป็นการปล้นทรัพย์ทำในสถานที่ดังกล่าวในวรรคสอง ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท ถ้าผู้กระทำแม้แต่คนหนึ่งคนใดมีอาวุธติดตัวไปด้วย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงสี่สิบปี และปรับตั้งแต่สามหมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท ถ้าเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ผู้กระทำผิดต้องต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกยี่สิบปี ถ้าอยู่ในกรณีกระทำโดยความทารุณจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่ร่างกาย หรือจิตใจ ใช้ปืนยิง ใช้วัตถุระเบิด หรือกระทำทรมาน ผู้กระทำต้องระวางโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต 

               (๕) ผู้รับซื้อหรือรับจำนำหรือรับไว้ด้วยประการใดๆหรือรับจำหน่ายพระพุทธรูปหรือวัตถุทางศาสนา ตามมาตรา ๓๓๕ ทวิ ที่ลักขโมย หรือที่ชิงทรัพย์ หรือที่ปล้นทรัพย์มา ย่อมมีความผิดฐานรับของโจร ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบห้าปีและปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงสามหมื่นบาท 

               (๖) ผู้ที่กระทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งพระพุทธรูปหรือวัตถุทางศาสนา ถ้าทรัพย์นั้นเป็นที่สักการบูชาของประชาชน หรือเก็บรักษาไว้เป็นสมบัติของชาติหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของพระพุทธรูป หรือวัตถุดังกล่าวซึ่งประดิษฐานไว้ในสำนักสงฆ์สถานอันเป็นที่เคารพเลื่อมใสในทางศาสนา โบราณสถานอันเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน สถานที่ราชการหรือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่หกพันบาทถึงสามหมื่นบาท 

               (๗) นอกจากนี้การนำพระพุทธรูปออกนอกประเทศ ยังเป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๒๒ แห่งพระราชบัญญัติโบราณสถานโบราณวัตถุและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๑๔ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๑ ปี หรือปรับไม่เกิน ๒,๐๐๐ บาท หรือทั้งปรับทั้งจำ 

               เพื่อความเข้าใจอันดีต่อกันทุกฝ่าย กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการได้เสนอแนะข้อควรปฏิบัติที่น่าสนใจไว้ ๑๒ ประการ ดังต่อไปนี้ 

               (๑) โดยปกติพุทธศาสนิกชนไทย นิยมตั้งพระพุทธรูปไว้บนที่สูงกว่าพื้นธรรมดา การตั้งหรือวางพระพุทธรูปไว้บนพื้นห้อง หรือพื้นสนามโดยปราศจากสิ่งรองรับเป็นการกระทำที่ไม่สมควร 

               (๒) ที่เชิงบันได ใต้บันได ใต้เตียง ในห้องน้ำ ไม่ควรเป็นที่ตั้งหรือเก็บพระพุทธรูป เพราะธรรมเนียมไทยถือว่าเป็นที่ต่ำ 

               (๓) ในร้านค้าไม่ควรวางพระพุทธรูปไว้ปะปนกับตุ๊กตาหรือรูปปั้นอย่างอื่น แม้การตั้งไว้รวมกับเทวรูปก็เป็นสิ่งไม่ควรทำ แต่ควรแยกพระพุทธรูปไว้เป็นส่วนหนึ่งต่างหาก 

               (๕) การตั้งพระพุทธรูปในตู้โชว์สินค้า ถ้ามีสินค้าอื่นอยู่ด้วย ควรตั้งไว้ชั้นบน ไม่ควรให้มีวัตถุอื่นที่ขัดแย้งแนวทรรศนะแห่งพระพุทธรูปอยู่ในที่เดียวกัน เช่น  ศัสตราวุธ ตุ๊กตาผู้หญิง สุรายาเมา และเครื่องส่งเสริมอบายมุขต่างๆ 

               (๖) ไม่เดินหรือรับสิ่งของข้ามองค์พระพุทธรูป 

               (๗) พุทธศาสนิกชนไทยย่อมมีความรู้สึกไม่พอใจ เมื่อได้พบเห็นการนำพระพุทธรูปหรือชิ้นส่วนของพระพุทธรูปไปใช้เป็นเครื่องประดับ หรือประกอบเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องประดับ เช่น ประดับห้องประชุม ประดับห้องรับแขก ประดับสนามหญ้า ซึ่งมิได้เป็นการตั้งไว้เพื่อบูชาหรือเพื่อการศึกษา 

               (๘) พุทธศาสนิกชนไทย จะรู้สึกเป็นการเหยียดหยามอย่างร้ายแรง กรณีที่มีผู้นำพระพุทธรูป หรือชิ้นส่วนของพระพุทธรูปไปเป็นของใช้ เช่น เป็นเครื่องทับกระดาษ เป็นที่เขี่ยบุหรี่ เป็นที่แขวนหมวก หรือเป็นที่ห้อยวางสิ่งของต่างๆ 

               (๙) ในห้องบาร์หรือไนท์คลับและที่อันเป็นแหล่งอบายมุขและในสถานแสดงแฟชั่นหรือการนุ่งน้อยห่มน้อย ควรละเว้นจากการตั้งพระพุทธรูป หรือประดับภาพพระพุทธรูป หากจักต้องมีไว้บูชาประจำสถานที่ ก็ควรจัดตั้งไว้ที่ห้องอื่นเป็นเอกเทศ และการใช้พระนามของพระพุทธเจ้าเป็นชื่อสถานอบายมุขต่างๆ เป็นการลบหลู่ต่อศาสนาโดยปริยาย 

               (๑๐) การวางพระพุทธรูปจำหน่ายตามทางเท้า ตามพื้นดิน หรือตามสนามโดยมิได้จัดวางให้สูงพอสมควร เป็นการลบหลู่ดูหมิ่นและบ่อนทำลายศรัทธาของประชาชน ชนทั้งหลายไม่ควรทำ 

               (๑๑) การใช้พระพุทธรูปเป็นเครื่องหมายการค้าประเภทของขบเคี้ยว เครื่องดื่ม เครื่องดองของเมา เครื่องประหาร เป็นสิ่งไม่ควรทำ 

               (๑๒) การลบหลู่ดูหมิ่นรูปเคารพของผู้นับถือศาสนาอื่น วิญญูชนย่อมไม่กระทำ เพราะการกระทำเช่นนั้น เป็นการประจานศาสนาของตนว่าไม่มีคุณค่าพอ เพราะแม้แต่จะอบรมนิสัยใจคอของผู้นับถือศาสนานั้นๆ ให้เป็นสุภาพชนก็ยังไม่บังเกิดขึ้น 

 

               การจัดตั้งพระพุทธรูปสำหรับสักการบูชาประจำเคหสถานเพื่อให้เกิดสวัสดิมงคลและเป็นมิ่งขวัญแก่เจ้าของตามความนิยมที่นับถือมาแต่โบราณได้วางหลักเกณฑ์ความเหมาะสมไว้ดังนี้ 

               ๑. ตั้งพระพุทธรูปให้พระพักตร์หันไปสู่ทิศอีสาน  เรียกทิศเศรษฐี จะประกอบการใดๆ ก็จะเจริญร่ำรวยยิ่งๆเป็นที่หนึ่ง 

               ๒. ตั้งพระพุทธรูปให้พระพักตร์หันไปสู่ทิศบูรพา  เรียกทิศราชา จะประกอบงานใดๆใหญ่โต จะสำเร็จสมดังใจ 

               ๓. ตั้งพระพุทธรูปให้พระพักตร์หันไปสู่ทิศอาคเนย์  เรียกทิศปฐม จะประกอบการงานใดๆ ท่านว่าไม่ดีแล จะทำการใดไม่ค่อยเกิดลาภผลตกต่ำแต่พอมีใช้ 

               ๔. ตั้งพระพุทธรูปให้พระพักตร์หันไปสู่ทิศทักษิณ  เรียกทิศจัณฑาล จะประกอบการใดๆ แสนยากลำบากกาย ผลประโยชน์ที่ได้ไม่คุ้มกับที่ลงทุนลงแรง 

               ๕. ตั้งพระพุทธรูปให้พระพักตร์หันไปสู่ทิศหรดี  เรียกทิศวิปฏิสาร จะประกอบงานใดๆ ก็มักนำความเดือดร้อนมาสู่ครอบครัว และเพื่อนบ้านใกล้เคียง 

               ๖. ตั้งพระพุทธรูปให้พระพักตร์หันไปสู่ทิศประจิม  เรียกทิศกาลกิณี จะทำงานสิ่งใด ก็เกิดลังเลใจ ไม่เป็นมงคล ระวังภัยจะเกิดแก่ตนร้ายแรงด้วยประการต่างๆ 

               ๗. ตั้งพระพุทธรูปให้พระพักตร์หันไปสู่ทิศพายัพ  เรียกทิศอุทธัจจะ จะทำงานสิ่งใดๆ ผลงานไม่แน่นอน เรรวนไม่ได้เรื่องเป็นชิ้นเป็นอัน 

               ๘. ตั้งพระพุทธรูปให้พระพักตร์หันไปสู่ทิศอุดร  เรียกทิศมัชฌิมาปฏิปทา จะทำงานใดๆ ผลงานอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง ไม่ดีไม่ชั่ว ไม่สูงไม่ต่ำ 

               นี่เป็นหลักการตั้งพระพุทธรูปตามคำแนะนำของท่านโบราณาจารย์ ในปัจจุบันมักลืมๆ หรือบางทีก็ไม่ทราบ มักตั้งตามความพอใจเอาความสะดวกเหมาะสมกับสถานที่เป็นเกณฑ์ การอัญเชิญพระพุทธรูปเข้าประดิษฐาน ณ ที่ใด จัดเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง ตามพระบาลีกล่าวว่า “พุทฺธปฺปมุโข ภิกฺขุ สงฺโฆ” แปลว่า “พระสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขโดยความเป็นประธาน”  การจัดตั้งพระพุทธรูปตามทิศต่างๆ ควรได้รับการพิจารณาด้วยดีตามประวัติศาสตร์ คนไทยนับถือพระพุทธศาสนามาตั้งแต่ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๔ และนับถือต่อกันมามิได้ขาดสาย ตลอดระยะเวลาอันยาวนานนี้ คนไทยได้สร้างพระพุทธรูปไว้สักการบูชามาทุกยุคทุกสมัย จนในปัจจุบันกล่าวได้ว่า ราชอาณาจักรไทยมีพระพุทธรูปมากที่สุดในโลก มีตั้งแต่เก่าที่สุดจนใหม่ที่สุด มีแม้กระทั่งพระพุทธรูปขนาดเล็กมาก ที่เรียกว่า พระเครื่อง สำหรับนำติดตัวไปในที่ต่างๆ นับว่าช่างประติมากรรมของไทยมีความชำนาญในการสร้างพระพุทธรูปเป็นยอดเยี่ยม ทั้งนี้เพราะความมีศรัทธาอันหนักแน่นของคนไทยทั้งชาตินั่นเอง

                การปฏิบัติต่อพระพุทธรูปไปในทางไม่ดีไม่งาม นอกจากจะต้องถูกลงโทษตามกฎหมายแล้ว ยังอาจก่อความสะเทือนใจให้แก่คนไทยทั้งหลายด้วย สำหรับท่านที่ประสงค์จะชมพระพุทธรูปโบราณของไทย โปรดไปชมได้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ และตามวัดวาอารามต่างๆ ส่วนร้านค้าและสำนักงานทั่วไปต้องการขอคำแนะนำเกี่ยวกับการจัดวางพระพุทธรูป หรือการใช้พระพุทธรูปเพื่อการอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะกระทำเหมาะสมหรือไม่อย่างไร อาจขอคำแนะนำปรึกษาได้จากกรมการศาสนา พุทธสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ ยุวพุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ซึ่งมีอยู่ตามจังหวัดต่างๆ ท่านจะได้รับความร่วมมือ ได้รับคำแนะนำโดยไม่ต้องเสียค่าตอบแทนใดๆทั้งสิ้น

 

ขอขอบคุณ คุณสมบัติ  จำปาเงิน เป็นอย่างสูงไว้ ณ ที่นี้

www.amuletsale4u.com

(webpage) 200981_55956.gif