ศูนย์พระเครื่องพระบูชาออนไลน์ www.amuletsale4u.com

 เข้าสู่ระบบ - สมัครสมาชิก  

(webpage) 200981_55956.gif

วิเคราะห์เจาะลึกพระกริ่งปวเรศ(1)

ข้อมูลจากblogของ ดร.ณัฐชัย

ขอขอบคุณเป็นอย่างสูงไว้ ณ ที่นี้

 

พระกริ่งปวเรศ พ.ศ. 2434 เนื้อสัมฤทธิ์ดำ หรือ เนื้อนวโลหะกลับดำ อายุ 119 ปี พระกริ่งฯ รุ่นนี้ มีพุทธานุภาพครอบจักวาล ดังคำกล่าวที่ว่า "องค์เดียวเที่ยวทั่วโลก"

พระกริ่งปวเรศ พ.ศ. 2434 เนื้อนวโลหะรุ่นนี้ สามารถพบเห็นได้จาก 3 แหล่ง

1. สืบทอดจากผู้ครอบครองดั้งเดิมตั้งแต่ พ.ศ. 2434

2. ออกจากกรุ...

3. อยู่ในตลาดพระเครื่อง

ผู้เขียนได้พระกริ่งปวเรศองค์แรกมาเป็นองค์ครู แต่พอพบเห็นพระกริ่งปวเรศ พ.ศ. 2434 องค์ที่ 2 บอกตรงๆ ทำไมใหม่จัง เมื่อวิเคราะห์พิจารณาให้ละเอียดดีๆ จะพบว่าเป็นพระเก่า เนื่องจากพระกริ่งฯ รุ่นนี้โลหะธาตุที่นำมาหลอมหล่อเป็นองค์พระกริ่งฯได้อัตราส่วนผสมโลหะธาตุที่สุดยอดมาก อีกทั้งผู้เขียนยังพบ พระทุกองค์ได้ทาน้ำมันปืนบางๆรักษาเนื้อองค์พระ เพื่อป้องกันการผุกร่อนที่เกิดจากการทำปฏิกิริยากับอากาศ จึงทำให้พระกริ่งปวเรศรุ่นนี้สมบูรณ์เหมือนกับพระที่สร้างเมื่อ 119 ปีที่ผ่านมา(2553 - 2434)

ชาวพุทธทั่วๆไปมักจะมีพระเครื่องแต่ละคนล้วนแต่มีมากกว่า 1 องค์ทั้งสิ้น ผู้เขียนมีพระเครื่องที่ทรงคุณค่า จึงได้สร้างบล็อกนี้เพื่อเก็บข้อมูลพระเครื่องของฉันขึ้น เพื่อให้ได้ชื่นชมบารมีของผู้สร้าง ผู้อธิษฐานจิต และเป็นพุทธานุสติ


ตระกูลของสัมฤทธิ์ที่ถูกต้องตามสูตรโบราณมีอยู่ 5 ตระกูล คือ สัมฤทธิ์ผล สัมฤทธิ์โชค สัมฤทธิ์ศักดิ์ สัมฤทธิ์คุณ และสัมฤทธิ์เดช รวมเป็นสัมฤทธิ์ 5 ตระกูล อันมีความพิสดารดังต่อไปนี้

1. สัมฤทธิ์ผล คือสัมฤทธิ์แดง หรือตรีโลหะ มีมงคลความหมายถึง พระรัตนตรัยเป็นทองสัมฤทธิ์เนื้อสาม ผสมด้วยโลหะธาตุ 3 ชนิด คือ ทองแดง เป็นส่วนใหญ่และเจือด้วยเงินกับทองคำ สัมฤทธิ์ตระกูลนี้มีวรรณะแดงคล้ายนาก แต่มีผิวเจือด้วยวรรณะคล้ำๆ คล้ายสีมะขามเปียก โบราณถือว่าเป็นมงคลวัตถุ อำนวยผลนานาประการโดยเฉพาะอย่างยิ่งใน
ด้านเมตตามหานิยม

2. สัมฤทธิ์โชค คือ สัมฤทธิ์เหลือง หรือ ปัญจโลหะ เป็นโบราณนิยามหมายถึงเบญจขันธ์ (ขันธ์ 5) คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นทองสัมฤทธิ์เนื้อห้า ได้แก่ ทองแดง ตะกั่ว สังกะสี เงิน ทองคำ มีวรรณะเหลืองคล้ายเนื้อกลองมโหระทึก หรือขันลงหิน มีแววนกยูงภายในเนื้อ เป็นสัมฤทธิ์ที่ให้คุณหนักไปทาง
ด้านลาภผล กับความสำเร็จ

3. สัมฤทธิ์ศักดิ์ คือ สัมฤทธิ์ขาว หรือ สัตตโลหะ เป็นมงคลนามหมายถึง โพชฌงค์ 7 คือ องค์ธรรมเป็นเครื่องตรัสรู้ มี 7 ประการ ได้แก่ สติ ธัมมวิจยะ วิริยะ ปิติ ปัสสัทธิ สมาธิ และอุเบกขา สัมฤทธิ์ศักดิ์เป็นทองสัมฤทธิ์เนื้อเจ็ด ประกอบด้วย ทองแดง ตะกั่ว สังกะสี ปรอท เหล็กละลายตัว เงิน และทองคำ สัมฤทธิ์ตระกูลนี้มีวรรณะหม่นคล้ำน้อยๆ แต่มีแวววรรณะขาวผสมผสานอยู่ นับถือกันว่าอำนวยผลใน
ด้านอำนาจ มหาอุด คงกระพัน แคล้วคลาด

4. สัมฤทธิ์คุณ คือ สัมฤทธิ์เขียว หรือ นวโลหหมายถึงนัยของธรรมอันสูงสุดในพระศาสนา อันได้แก่ นวโลกุตรธรรม อันมี มรรค 4 ผล 4 นิพพาน 1 สัมฤทธิ์คุณเป็นทองสัมฤทธิ์เนื้อเก้า เช่นเดียวกับสัมฤทธิ์เดช ประกอบด้วย ทองแดง ตะกั่ว สังกะสี ปรอท เหล็กละลายตัว ชิน จ้าวน้ำเงิน เงิน และทองคำ แต่สัมฤทธิ์ตระกูลนี้แก่ส่วนผสมของเนื้อเงินมากกว่าธรรมดา ฉะนั้น เนื้อภายในจึงมีวรรณะสีจำปาอ่อนหรือนากอ่อน แต่ผิวเนื้อเมื่อกลับคล้ำเพราะถูกไอเหงื่อ จะมีวรรณะคล้ำเจือเขียวเตยหม่นแกมเหลืองอ่อนคล้ำมีแววขาวโดยตลอดเนื้อ สัมฤทธิ์ชนิดนี้อำนวย
คุณวิเศษเช่นเดียวกับสัมฤทธิ์เดชทุกประการ

5. สัมฤทธิ์เดช คือ สัมฤทธิ์ดำ หรือ นวโลหะ เป็นสัมฤทธิ์เนื้อเก้าเช่นเดียวกับสัมฤทธิ์คุณ แต่มีสัดส่วนการผสมได้เกณฑ์ถูกต้องตามมูลสูตรมากที่สุด ดังนั้นภายในจึงมีวรรณะจำปาแก่หรือสีนากแก่ ผิวเนื้อเมื่อกลับคล้ำจะดำสนิท ประหนึ่งนิลดำ นำโลหะมากระทบกันเสียงดังก้องดั่งเสียงลูกแก้ เรียกกันว่า "สัมฤทธิ์เนื้อกลับ" โบราณถือว่าสัมฤทธิ์นวโลหะทั้ง 2 ประเภทนี้ เป็นสัมฤทธิ์ที่สมบูรณ์ที่สุด หรือ
เป็นยอดของสัมฤทธิ์ อำนวยผลในด้านมหาอุตม์อันสูงส่ง คือ อำนาจ ตะบะ เดชะ มหานิยม ลาภผล ความสำเร็จ คงกระพัน แคล้วคลาด ทุกประการ สูตรผสมเนื้อสัมฤทธิ์เดชหรือนวโลหะนี้เป็นตำรับของสมเด็จพระพนรัต วัดป่าแก้ว ยุคกรุงศรีอยุธยา

อัตราส่วนผสมของโลหะทั้ง 9 ชนิด ประกอบด้วย

1. ชิน (ดีบุก+ตะกั่ว)
2. จ้าวน้ำเงิน(พลวงเงิน)
3. เหล็กละลายตัว
4. ตะกั่วเถื่อน
5. ปรอท
6. สังกะสี
7. ทองแดง หรือ บริสทธิ์
8. เงิน
9. ทองคำ

เนื้อสัมฤทธิ์นวโลหะ ส่วนผสมมีผู้กล่าวอ้างกันไปอ้างกันมา แต่ไม่เคยนำหลักฐานของจริงมาอ้างอิง เปรียบเสมือนการกล่าวลอยๆ ถึงอัตราส่วนผสมของโลหะแต่ละชนิดไล่น้ำหนักเรียงตัวเลขสวยงามตั้งแต่เลข 9, 8, 7, 6, 5, 4, 3, 2, 1 น้ำหนัก(บาท) เห็นได้ทั่วๆไป มีดังนี้
1.ชินน้ำหนัก 1 บาท (1 บาท = 15.2 กรัม)
2.จ้าวน้ำเงิน น้ำหนัก 2 บาท (แร่ชนิดหนึ่ง สีเขียวปนน้ำเงิน)
3.เหล็กละลายตัว น้ำหนัก 3 บาท
4.บริสุทธิ์ทองแดงบริสุทธิ์น้ำหนัก 4 บาท
5.ปรอท น้ำหนัก5 บาท
6.สังกะสี น้ำหนัก 6 บาท
7.ทองแดง น้ำหนัก 7 บาท
8.เงิน น้ำหนัก 8 บาท
9.ทองคำ น้ำหนัก 9 บาท

ข้อเท็จจริง ผู้เขียนมีความเห็นว่าอัตราส่วนผสมทั้งหมดนี้ ตำราเขียนไว้เป็นราคาค่าของเงินที่ซื้อ ไม่ใช่น้ำหนักของโลหะที่ใช้ มีผู้กล่าวอ้างถึงอัตราส่วนของโลหะที่วิเคราะห์ไม่ตรงตามสูตร เนื่องจากต้องเพิ่มโลหะเช่นทองแดงฯลฯ ลงไปเพื่อจะได้หล่อครบจำนวนที่ต้องการหลอมหล่อ อ้างชนวนบ้าง อ้างเพื่อหล่อขันน้ำมนต์เพิ่มบ้าง

ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตุ ผู้สร้างนำตำราสูตรที่คิดและวางแผนตั้งแต่ต้น จะใช้อัตราส่วนผสมในตำราทำไม แสดงว่าคนสร้างมั่ว? หรือว่าคนที่กล่าวอ้างคิดไปเอง? อีกทั้ง 1 บาท = 15.2 กรัม ในสมัยอยุธยาคุณคิดว่าผู้เขียนตำรารู้จักจริงหรือ?


จากการวิเคราะห์เนื้อโลหะด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ X-ray Fluorescence Spectrometer รุ่น EDX-720 หรือเรียกสั้นๆว่าเครื่อง XRF

มีผู้นำพระกริ่งฯ ไปทำการตรวจสอบที่กรมวิทยาศาสตร์บริการหรืออาจจะเป็นที่อื่นก็ได้ เช่นในหนังสือพระเครื่องอภินิหาร ฉบับที่ 131-132 ปีที่ 11 เดือนพ.ย. และ ธ.ค. 2553 หน้า 32-33 ได้มีการนำพระกริ่งเทพโมฬี นำไปตรวจสอบด้วยเครื่อง XRF ผลการวิเคราะห์ของเครื่องที่ได้มีโลหะธาตุกลุ่มเดียวกัน ส่วนเรื่อง % ของโลหะที่สรุปผล ย่อมต้องแตกต่างกันไปในแต่ละองค์และแต่ละรุ่นที่สร้าง หากเป็นช่างคนละกลุ่มวัสดุมาจากต่างสถานที่ย่อมได้ % ไม่เท่ากัน อัตราส่วนแร่โลหะธาตุที่เป็นส่วนผสม ผู้เขียนมีความเห็นว่าเป็นความลับของเฉพาะกลุ่มต่อให้เป็นตำราเล่มเดียวกันหลอมหล่อ 10 ครั้งก็จะได้เนื้อธาตุโลหะที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

สรุปผลออกมาโลหะที่ตรวจพบมี 9 ชนิดตามที่มีผู้กล่าวอ้างว่าเป็นตำรา แต่อัตราส่วนไม่ได้เป็นไปตามอัตราส่วนที่มีผู้ได้กล่าวอ้างไว้เป็นทฤษฏีตัวเลขสวยหรู หากสังเกตสักนิดจะพบว่าส่วนผสมอันที่จริงเป็นความลับ

 อ้างอิงการทดสอบจาก http://www.pra.kachon.com/pra/detail.asp?id=336

และผู้เขียนได้นำพระกริ่งปวเรศ พ.ศ.2434 ทดสอบด้วยเครื่องมือระบบสแกนสมัยใหม่ X-ray Fluorescence Spectrometer รุ่น EDX-720 หรือเรียกสั้นๆว่าเครื่อง XRF ทำงานด้วยระบบลำแสงเลเซอร์ ผลที่ได้เป็นการผสมผสานหลอมหล่อของโลหะ 9 ชนิด ได้กลุ่มโลหะเหมือนกัน กับผู้ที่นำพระกริ่งฯคนละสำนักไปทดสอบก่อนหน้านี้ แต่อัตราส่วน % ของพระกริ่งฯทั้งสองสำนักจะต่างกันโดยสิ้นเชิง

ผลที่ได้ย่อมเป็นการสื่อให้ทราบถึงอัตราส่วนผสมของช่างแต่ละกลุ่มหรือต่างกลุ่มกันจะไม่เหมือนกัน เนื่องจากโลหะที่นำมาเป็นส่วนผสมมาจากสถานที่ต่างกัน ยิ่งคนสร้างคนละกลุ่มกันด้วยแล้ว ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่อัตราส่วนจะเท่ากัน แต่จะมีข้อสังเกตุ โลหะที่นำมาผสมจะมีส่วนประกอบของโลหะ 9 ชนิด เมื่อหลอมหล่อเป็นพระกริ่งฯสำเร็จเป็นองค์พระ จะได้เนื้อสัมฤทธิ์ประเภทนวโลหะ ซึ่งเป็นการยืนยันด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ให้ผลน่าเชื่อถือมีความแม่นยำสูง

ข้อความต่อไปนี้นำมาเป็นหลักฐานอีกชิ้นหนึ่งยืนยันว่าทำไม การสร้างพระกริ่งฯของแต่ละสำนักทำไมถึงมี % ของโลหะธาตุที่ต่างกันมาก สาเหตุเนื่องจากในตำราไม่ได้เขียนถึงอัตราส่วนของแร่แต่ละชนิดที่นำมาหลอมหล่อเพื่อสร้างพระกริ่งปวเรศต้องใช้จำนวนเท่าใด? เขียนไว้เพียง " เนื้อโลหะที่บริสุทธิ์ 9 ชนิดนำมาหลอมรวมกัน มีฤทธิ์ต่างๆ ได้กล่าวคำเขียนบรรยายไว้ในตำรา" ผู้เขียนมีความเห็น...ในตำราบอกแต่เพียง โลหะที่ต้องใช้มีประเภทใดเท่านั้น จากลิงค์ http://www.wat-chang.com/webboard/index.php?topic=62.0


"สมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทวมหาเถร) วัดสุทัศน์เทพวราราม รายละเอียดบางส่วนเกี่ยวกับทรงสร้างพระกริ่งฯ ได้กล่าวถึง สมเด็จฯ
ภายหลังจากที่ได้รับตำราการสร้างพระกริ่งมาแล้วพระองค์ก็ทรงค้นคว้า มุ่งแสวงหาแร่ธาตุที่มีคุณมีอิทธิฤทธิ์ต่าง ๆ มาทดลองหล่อผสม หาวิธีการที่จะทำเนื้อโลหะ ให้เกิดความบริสุทธิ์และมีฤทธิ์สมดังคำบรรยายที่มีเขียนไว้ในตำรา และทรงค้นคว้าอย่างจริงจังดังปรากฏตามคำบอกของท่านเจ้าคุณราชวิสุทธาจารย์ (แป๊ะ) วัดสุทัศน์ฯ และอาจารย์นิรันดร์ แดงวิจิตร ว่า เมื่อคราวจัดงานพระศพของเจ้าประคุณสมเด็จ ได้ลงไปใต้ถุนตำหนัก เพื่อสำรวจสถานที่ที่เตรียมจัดงานพระศพ ได้พบก้อนแร่หลายชนิด พบอ่างเคลือบประมาณ 10 กว่าใบ พบครกเหล็กขนาดใหญ่วัดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 14 นิ้วฟุต มีรอยตำมาอย่างมากจนก้นทะลุ พบสูบนอนทำด้วยไม้สัก แต่ผุจวนจะหมด แสดงว่าเลิกค้นคว้ามานาน พบเบ้าหลอมแร่ที่แตก ๆ จำนวนมากเป็นกองโต พร้อมกับก้อนแร่เป็นจำนวนมาก เป็นที่น่าเสียดายว่าขณะนั้นเป็นการเวลาที่รีบเร่ง เพราะกำลังจัดงานพระศพ ประกอบกับการเสียใจในการจากไปของท่าน ทำให้ผู้ที่พบทั้งสองท่านไม่ได้คิดว่าจะอนุรักษ์ความเพียรพยายามของสมเด็จฯ ไว้ให้อนุชนรุ่นหลังดูจึงได้ทำการเกลี่ยดินและกระทุ้งจนแน่น เทพื้นซีเมนต์ทับ ทำให้หลักฐานหมดไปอย่างน่าเสียดาย เมื่อทรงพระชนม์อยู่เคยรับสั่งกับอาจารย์นิรันดร์ แดงวิจิตร ขณะอุปสมบทว่า ค้นหาแร่ธาตุที่นำมาสร้างพระกริ่ง ถ่านหมดไปหลายลำเรือ เป็นความจริงตามหลักฐานปรากฏ และเป็นหลักฐานที่ชี้ให้เห็นว่า ทรงพยายามค้นคว้าอย่างจริงจัง ด้วยเจตนาที่ต้องการความเข้มขลัง"

พระแท้ทำอย่างไรย่อมเป็นพระแท้ ขออนุญาตนำคำพูดของ นายกสมาคมพระเครื่องพระบูชาไทย คุณพยัพ คำพันธ์ กล่าวไว้ตอนหนึ่งดังนี้ "หนึ่งอย่าเล่นพระด้วยหู สองอย่างเชื่อว่าเขาเล่าว่า เราค่อยๆเป็น ค่อยๆไป จริงหนีจริงไม่พ้นหรอกครับ พระเครื่องนี่เป็นสิ่งที่ล้ำค่าอยู่แล้ว จะถามจะมาเปรียบเทียบกัน พระที่แท้ก็เหมือนเพชรแท้ เหมือนทองคำแท้ ไปไหนถ้าจะแท้คือต้องแท้ ถ้าของปลอม ไปไหนปลอม ก็ต้องปลอม "ไม่จำเป็นว่า ต้องเป็นของใคร"

เมื่อมีพระแท้ย่อมมีพระเก๊ปลอมเลียนแบบ...หากเป็นพระเก๊ทำอย่างไรย่อมเป็นพระเก๊...จะให้บอกว่าเป็นพระแท้ย่อมเป็นไปไม่ได้

ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง แต่ความตายเป็นของเที่ยง พระเครื่องเป็นสมบัติผลัดกันชม ตายไปก็ไม่สามารถเอาติดตัวไปได้ ที่ไปได้มีแต่ตัวฉัน ร่างกายก็ไม่ใช่ของฉัน ร่างกายไม่มีในฉัน ร่างกายนั้นคือขันธ์ 5

 
 

กริ่งทองคำ หมุด เดิมๆ1

กริ่งทองคำ หมุด เดิมๆ1
 
พระกริ่งปวเรศ พ.ศ.2434 มีลักษณะองค์พระกริ่ง 3 รูปแบบ คือ
1.เนื้อนวโลหะแผ่นประสานก้นฐานทองแดง
2.เนื้อนวโลหะแผ่นประสานก้นฐานทองแดง หน้าผากหมุดทองคำแผ่นประสานก้นฐานทองแดงปิดด้วยแผ่นทองคำบางๆมียันต์กำกับ
3.เนื้อทองคำแผ่นปิดประสานทองคำ
 
และองค์พระกริ่งทุกรูปแบบแม่เหล็กไม่ดูด ได้บรรจุเม็ดกริ่งไว้ภายในฐานบัวพระ...เม็ดกริ่งเป็นโลหะผสมสูตรพิเศษ เนื้อภายในสีเงิน อายุผ่านไป 119 ปีกลับเป็นสีอมทองคำ และแม่เหล็กดูดติด...พระกริ่งปวเรศ พ.ศ.2434 องค์ซ้ายมือและขวามือเนื้อทองคำทั้งองค์ ช่างสิบหมู่ได้ตบแต่งเกลาองค์พระกริ่งปวเรศ พ.ศ.2434 ให้มีความคมชัดลึก
 
 

ทำน้ำพุทธมนต์ รักษาโรคภัยทั้งหมด


วิธีทำน้ำพุทธมนต์ด้วยพระกริ่งปวเรศพ.ศ.2434 นำพระกริ่งปวเรศพ.ศ.2434 มาอธิษฐานจิตทำน้ำมนต์ได้ 108 • รักษาโรคภัยไข้ทุกชนิด เช่น โรคภัยไข้เจ็บ โรคจากสารนิวเคลียร์-เคมี • รักษาสิ่งอัปมงคล ต้องธรณีสารอุบาทว์แปดประการ ต้องน้ำมันผี ต้องน้ำมันพราย ต้องเดรัจฉานวิชาคุณไสย คุณผี คุณคน อวิชชา ต้องเสน่ห์ยาสั่งยาแฝด ต้องคุณสิบสองภาษา ต้องมนต์ดำมนต์แดงติดเนื้อหนังมังสา • ต้องโรคเวร ให้ทุเลาเบาหาย ฯลฯ

ทำน้ำพุทธมนต์ รักษาโรคภัยทั้งหมด

 
 

คาถาฐานกริ่งหมุดทองคำ

คาถาฐานกริ่งหมุดทองคำ

พระกริ่งปวเรศ พ.ศ.2434 แผ่นปิดทองหุ้มฐานด้านล่าง มีคาถาแถวบนตัวแรกซ้ายมือ (น) ตัวที่ 2 สระ(ะ) ตัวที่ 3 (น) กลับด้าน...ความหมายของคาถาบทนี้ย่อมาจาก นะ โม พุท ธา ยะ และท่องคาถาย้อนกลับหลัง ยะ ธา พุท โม นะ...แถวล่างคล้ายกับตัว M 3 ชั้นเรียงซ้อนกัน ซึ่งคือตัว พะ หมายถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
 
 

หนังสือพระพันตา

หนังสือพระพันตา

พระกริ่งปวเรศฯ เป็นพระกริ่งยอดนิยม(ยุคเก่า)
...ผู้สร้าง: สมเด็จกรมพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยลงกรณ์ วัดบวรนิเวศวิหาร แขวงบางลำพู เขตพระนคร กทม
...ศิลปะ: ยุครัตนโกสินทร์ (พุทธศิลป์ มหายาน)
...อายุการสร้าง: 120 – 135 ปี (สร้างราวปี พ.ศ.2417 – 2435)
เนื้อพระ: เป็นโลหะผสม 9 ชนิด (นวโลหะ)
...กรรมวิธีการสร้าง: หลอมโลหะเทหล่อโบราณด้วยการขึ้นขี้ผึ้งจากหุ้นแม่พิมพ์ดินเผาแบบประกบหน้าหลัง (สั่งทำจากประเทศจีน) แล้วนำมาเข้าเบ้าดิน เทโลหะสำรอกไล่ขี้ผึ้ง สำเร็จเป็นองค์พระแล้วนำมาบรรจุเม็ดกริ่ง เชื่อมปิดก้นด้วยแผ่นโลหะผสม ตกแต่งนอกย้ำรายละเอียดเพื่อความเรียบร้อยงดงาม
...พุทธคุณ: คุ้มครองป้องกันภยันตราย กำจัดโรคภัย เสริมสง่าราศี เจริญด้วยสติปัญญา โภคทรัพย์
...พุทธลักษณะ: เป็นรูปจำลอง “พระไภษัชคุรุ” ปางมารวิชัยประทับนั่งอยู่เหนือบัว 2 ชั้น(คว่ำ-หงาย) ด้านหน้า 7 คู่ ด้านหลัง 1 คู่ บรรจุเม็ดกริ่ง ปิดก้นด้วยโลหะผสม
...ราคาประมาณการ: ด้วยศักดิ์ศรีที่ได้รับการยกย่องเป็น “ต้นตระกูล” พระกริ่งไทย และด้วยประวัติการสร้างที่สูงส่ง เป็นพระของชนชั้นเจ้านาย จำนวนพระมีน้อยมาก เมื่อมีพระแพร่ออกมาสู่นักนิยมพระเครื่อง จึงเกิดการแข่งขันกันด้วยราคาแลกเปลี่ยนสูงมหาศาล เช่น พระกริ่งองค์นี้ที่เพิ่งปรากฏสู่วงการได้รับการยืนยันความน่าเชื่อถือได้ว่ามีมูลค่าถึง 30 ล้านบาท(สามสิบล้านบาท)
...อ้างอิงแหล่งข้อมูลจากหนังสือพระพันตาเรื่อง...พระกริ่งปวเรศ
 
 

เบ้าพระกริ่ง

เบ้าพระกริ่ง

พระกริ่งปวเรศ พ.ศ.2434 ที่พบเป็นพระกริ่งที่สร้างหล่อทีละองค์ จากเบ้าพิมพ์ประกบ 2 ด้าน คือ ด้านหน้ากับด้านหลัง พระกริ่งทุกองค์จะต้องเห็นรอยประกบมากน้อยแตกต่างกัน ซึ่งเกิดจากการตบแต่งของช่างฯ พบแกนชนวนอยู่ภายในฐานกริ่งขององค์พระ มีแกนชนวนหล่ออยู่ตรงกลางดังรูปขวามือที่ผู้เขียนได้ตั้งสมมุติฐานของแบบเบ้าพิมพ์ประกบ เบ้าพิมพ์เป็นเบ้าดินเผาจากประเทศจีน ผู้เขียนได้ทำการวิเคราะห์พบพระกริ่งฯบางองค์มีแร่โลหะที่พบได้เฉพาะในดินเหนียวจึงทำให้เชื่อได้ว่าพระกริ่งปวเรศพ.ศ. 2434 ใช้แม่แบบพิมพ์เนื้อดินอย่างแน่นอน เนื่องจากในสมัยนั้น เริ่มแรกจีนเป็นผู้สร้างพระกริ่งจีนใหญ่ จึงมีการพัฒนาเบ้าพิมพ์แบบประกบ 2 ด้าน เมื่อหล่อเป็นองค์พระเสร็จทำให้ได้พระกริ่งจีนที่งดงาม เมื่อช่างสิบหมู่และคณะผู้สร้างพระกริ่งปวเรศฯได้ออกแบบองค์พระกริ่งปวเรศองค์ต้นแบบ สร้างเป็นเบ้าหล่อพระกริ่งปวเรศ พ.ศ.2434 เมื่อเทเสร็จแทบจะทุกองค์จะมีความสวยสดงดงาม บางองค์จะมีการเกลาแต่งรอยประกบบ้างเล็กน้อย พระกริ่งปวเรศ รุ่นแรก พ.ศ.2434 พิมพ์นี้ทุกๆองค์มีการตบแต่งขัดผิว บางองค์พบร่องรอยการขัด จึงทำให้วรรณะผิวมองทั่วๆไปสวยงามเหมือนกับพระที่สร้างในสมัยนี้ หากสังเกตที่ซอกแขนกับลำตัวองค์พระกริ่งทุกองค์จะพบรอยประกบ และทุกองค์มีการปิดฐานก้นด้วยแผ่นทองแดงประสานด้วยตะกั่ว สำหรับโค๊ดลับเมล็ดงานั้น ได้มีการตอกไว้อยู่ในตำแหน่งเดียวกันทุกองค์ด้วยการใช้แท่นกดกระแทกลงบนผิวองค์พระ ที่พบองค์แรกๆที่ทำการตอกโค๊ดเมล็ดงาจะมีความคมในการกดตัดเข้าไปในเนื้อผิวของพระกริ่งฯ เมื่อทำการตอกโค๊ดมากองค์ผ่านไป จะพบเห็นหลายๆองค์ความคมในการตอกเข้าเนื้อของผิวองค์พระกริ่งลดน้อยลง องค์มาตรฐานทั่วๆไปส่วนใหญ่จะมีเมล็ดงา(หยดน้ำ) 1 โค๊ด ที่พบมากที่สุด 9 โค๊ด จะถือการตอกผิดตำแหน่งเป็นของปลอมก็มิสมควร ต้องพิจารณาให้ละเอียด….. พระกริ่งปวเรศที่คนโบราณนิยมกัน มีอยู่เนื้อเดียว คือเนื้อนวโลหะผิวกลับดำ เมื่อขัดด้วยน้ำยาขัดโลหะจะพบเนื้อในสีจำปาอ่อน และเมื่อทิ้งไว้ถูกกับอากาศสักระยะเวลาหนึ่ง ก็จะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเข้มมากขึ้น และเมื่อนานไป เนื้อจะกลับดำอีกครั้ง การอุดก้นที่พบ อุดด้วยแผ่นทองแดง มีเครื่องหมายลับไว้กันปลอมแปลง แต่เป็นกริ่งที่หายาก มีเทคนิคการตอกให้ซ้ำที่บริเวณเดิมทุกองค์ และมีผู้เจนจัดชนิดชี้เป็นชี้ตายได้น้อย แทบไม่มีเลย อีกทั้งยังไม่มีความรู้เรื่องเทคนิคการหล่อด้วยเบ้าประกบดีพอ นอกจากจะมีองค์ที่เป็นองค์ครูหลายๆองค์ แล้วนำเอาองค์อื่นมาเทียบเคียง...กรณีนี้คือเล่นแบบเซียนพระ...ส่วนกรณีที่ 2 นำพระกริ่งฯขอความเมตตาจาก "พระสุปฏิปันโน" “พระอริยสงฆ์” หลายรูปที่มี “พระอภิญญา” ขอท่านช่วยสงเคราะห์ตรวจเช็คให้ว่า องค์ผู้อธิษฐานจิต ใช่ สมเด็จกรมพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยลงกรณ์ หรือไม่? ทันสมัยที่ท่านฯมีพระชนชีพอยู่หรือไม่? หากตรวจวิเคราะห์ด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ XRF เพื่อวิเคราะห์โลหะธาตุที่ผสมอยู่ในองค์พระกริ่งฯ จะพบโลหะธาตุที่เรียกว่าสัมฤทธิ์เนื้อนวโลหะมีกลุ่มโลหะธาตุหลัก 9 ชนิด ผลการวิเคราะห์ถ้าหากในองค์เดียวกันแร่ทองคำที่พบบริเวณเศียรพระจะมีเนื้อทองคำมากกว่าบริเวณฐานพระกริ่ง ภายในฐานเมื่อหล่อเสร็จจะได้รับการคว้านตบแต่ง(เนื่องจากได้ใช้วัสดุอุดเพื่อสร้างเป็นโพลงภายใน ให้เม็ดกริ่งวิ่งไปมาได้สะดวก และเป็นการควบคุมโลหะที่ใช้หล่อและทำให้มีน้ำหนักขององค์พระกริ่งฯแต่ละองค์มีน้ำหนักใกล้เคียงกัน
 

เบ้าประกบ

เบ้าประกบ
 
พระกริ่งปวเรศ พ.ศ.2434 บริเวณเศียรพระกริ่งและที่บริเวณซอกคอ ในกรอบสี่เหลี่ยมสีเหลือง จะพบรอยประกบของแม่พิมพ์ชัดเจน จากการเกลาแต่งของช่างที่ทิ้งร่องรอยไว้ในองค์พระกริ่ง เนื่องจากผู้เขียนไม่สันทัดในการถ่ายรูป จึงทำให้ได้มองมุมที่ไม่ชัดเจน รอยประกอบนี้บางองค์ช่างจะแต่งได้เนียนมองไม่เห็น บางองค์จะเห็นที่หน้าตัก ข้างลำตัว ฐานกลีบบัว แต่ละองค์เห็นมากบ้างน้อยบ้าง
 

เบ้าประกบในซอกแขน

เบ้าประกบในซอกแขน

รอยประกบพระกริ่งปวเรศ พ.ศ. 2434 เนื้อนวโลหะ ในซอกแขนที่พบมีหลายองค์หากใช้กล้องส่อง จะเห็นได้ชัดเจน และในซอกแขนองค์นี้เห็นสีผิววรรณะความเก่าของอายุ 119 ปี ได้ชัดเจน ที่มองเห็นเป็นเส้นบางๆสีเข้ม เป็นน้ำมันที่ทาบนผิวของพระกริ่งเมื่อ 119 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นองค์ที่ยังไม่ได้ผ่านการล้างหรือทำความสะอาดมาก่อน ในซอกแขนของพระกริ่งฯ องค์ไหนที่น้ำมันปืนทาได้ไม่ทั่วถึงจะเห็นมากน้อยต่างกันดังรูป
 

กริ่งทองคำ1

กริ่งทองคำ1


พระกริ่งปวเรศ พ.ศ.2434 เนื้อทองคำทั้งองค์ ทั้งสององค์ช่างฯในสมัยนั้นได้ทำการตบแต่งองค์พระกริ่งเพื่อให้มีความคมชัด ช่างที่ตบแต่งพระกริ่งทั้งสององค์นี้เป็นช่างคนละชุด ดังนั้นฝีมือตบแต่งองค์พระกริ่งไม่เหมือนกัน...หากมององค์ซ้ายมือจะพบเห็นพระกริ่งองค์นี้แทบทุกสัดส่วนล้วนผ่านการตบแต่ง...ผู้ครอบครองเดิมเป็นอดีตอธิบดีกรมรถไฟ ผู้รับมาอีกทอดให้ข้อมูลว่าอดีตอธิบดีกรมรถไฟท่านนี้ "ได้พระกริ่งฯมาจากวังสุโขทัย" พระกริ่งปวเรศเนื้อทองคำ พ.ศ.2434 ในสมัยที่สร้างมีจำนวนทั้งหมด 8 องค์ต่อชุด
 
กริ่งทองคำหลัง1
 
กริ่งทองคำหลัง1
 
พระกริ่งปวเรศ พ.ศ.2434 ด้านหลัง ผ่านการตบแต่งก่อนเพื่อความคมชัดสวยงาม พระกริ่งปวเรศ พ.ศ.2434 องค์ขวามือได้มีการตอกโค๊ตเมล็ดงา 7 เม็ด องค์ซ้ายมือตอกโค๊ดเมล็ดงาแบบมาตราฐาน 1 เม็ด
 

ทองคำข้างซ้าย1

ทองคำข้างซ้าย1

พระกริ่งปวเรศ พ.ศ.2434 ด้านข้าง เนื้อทองคำ ฝีมือช่างฯได้เกลาตบแต่งเพื่อความคมชัดและสวยงาม เมื่อ 119 ปี(พ.ศ.2553) ผ่านการตบแต่งย้ำรอยตุ๊ดตู่ให้ชัดร่องลึกกว่าเดิม และองค์พระผ่านการขัดตบแต่งทุกซอกทุกมุมแปลกตาไปอีกแบบหนึ่ง

ทองคำด้านขวา2

ทองคำด้านขวา2

พระกริ่งปวเรศ พ.ศ.2434 ด้านข้างขวา อีกมุมมองหนึ่งของรูปที่เป็นสื่อให้เห็นฝีมือช่างเมื่อ 119 ปีที่ผ่านมา

ทองคำ ก้น1

ทองคำ ก้น1
ก้นพระกริ่งปวเรศ พ.ศ. 2434 เนื้อทองคำ

พระกริ่งพรหมมุณี

พระกริ่งพรหมมุณี

องค์ซ้ายมือพระกริ่งปวเรศเนื้อทองคำ พ.ศ.2434..........องค์ขวามือพระกริ่งจีนใหญ่หรือพระกริ่งพรหมมุณี องค์นี้เนื้อทองคำเช่นกัน ซึ่งเป็นองค์หนึ่งที่สวยงามผ่านการตบแต่งจากช่างฯในสมัยก่อน...องค์นี้ผู้ครอบครองเดิมให้ข้อมูล "ได้มาจากวังสุโขทัย" พระกริ่งจีนใหญ่ของวัดสุทัศน์...ฝีมือการแต่งของช่างชาวบ้านรุ่นหลัง ฝีมือยังห่างไกล สู้ฝีมือช่างสิบหมู่ไม่ได้

พระกริ่งปวเรศต้นฉบับหรือแต่ง

พระกริ่งปวเรศต้นฉบับหรือแต่ง

พระกริ่งปวเรศ 2 องค์นี้ผ่านการแต่ง ผู้เขียนไม่ได้เห็นของจริงพบจากเว็บ http://www.212cafe.com/freewebboard/view.php?user=phrakruang&id=20392 พิมพ์ทรงรายละเอียดต่างๆเหมือนกับ พระกริ่งปวเรศ พ.ศ.2434 ที่แตกต่างของพระ 2 องค์นี้คือ 1.องค์พระกริ่งได้ผ่านการแต่งเกลาใหม่ 2.โค๊ดเมล็ดงาด้านหลังตอกกลับด้านกัน(กรณีนี้) อาจจะเป็นความตั้งใจในการตอกของช่างก็ได้ และพระกริ่งปวเรศ 2 องค์นี้ นับได้ว่าเป็นการตบแต่งของช่างระดับชั้นครูที่เกลาแต่งได้ละเอียด คมชัด แม้แต่ท่อนแขนก่อนถึงข้อมือ ยังตบแต่งให้ดูเป็นธรรมชาติมากที่สุด---ท่านใดเป็นเจ้าของพระกริ่งปวเรศ ในภาพกรุณาติดต่อมาหน่อยครับ

กริ่งทองคำแต่ง

กริ่งทองคำแต่ง

พระกริ่งปวเรศองค์นี้ เป็นพิมพ์คนละพิมพ์กับพระกริ่งปรวเรศ พ.ศ.2434 องค์นี้ผู้ครอบครองอ้างเป็นเนื้อทองคำ องค์นี้ผ่านการตบแต่ง และมีตอกโค๊ดเมล็ดงาด้านหลัง 2 เม็ด รูปนี้น่าจะเปิดแฟลซ จึงทำให้เห็นเป็นสีผิวขององค์พระดังรูป องค์นี้ไม่ได้เห็นพระองค์จริงและไม่ได้ผ่านการตรวจสอบองค์อธิษฐานจิตและผู้สร้าง จึงตอบไม่ได้ว่าจริงหรือเก๊ ผู้ครอบครองตั้งราคาที่ 9 ล้านบาท
อ้างอิงจาก http://www.bunamulet.com/pracenterdetail.php?qid=1759&t=กริ่งปวเรศ เนื้อทองคำ ตอก 2 โค๊ต(มิย)

พระกริ่งปวเรศเดิมขัดน้ำยา

พระกริ่งปวเรศเดิมขัดน้ำยา
พระกริ่งปวเรศวรรณะสีผิวดั่งนิลดำ อายุ 119 ปี ขวามือขัดด้วยน้ำยา wenol เผยให้เห็นเนื้อในก่อนจะกลับดำ

พระกริ่งปวเรศ วรรณะเดิมๆ

พระกริ่งปวเรศ วรรณะเดิมๆ

พระกริ่งปวเรศ เป็นของสูงค่าอมตะ เป็นพระกริ่งองค์แรกที่กำเนิดในแผ่นดิน สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ วัดบวรนิเวศวิหาร ทรงสร้างขึ้นเพื่อประทานแก่เชื้อพระวงศ์เจ้านายที่ทรงคุ้นเคยสนิทสนม และเจ้านายที่ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์ มีจำนวนน้อยมาก ทรงสร้างด้วยเนื้อนวโลหะ
พุทธลักษณะ พระกริ่งปวเรศ ทรงสร้างขึ้นโดยอาศัยเค้าจากพระกริ่งจีนที่นิยมเรียกกันว่า พระกริ่งใหญ่ในปัจจุบัน โดยที่พระกริ่งนี้ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ทรงสร้างขึ้น จึงนิยมเรียกกันทั่วไปว่า "พระกริ่งปวเรศ" ในอาณาจักรพระเครื่องนับถือกันว่า พระกริ่งปวเรศเป็นพระโลหะที่มีค่านิยมสูงและยากยิ่งที่จะเสาะแสวงหาไว้สักการะบูชา จึงเป็นปูชนียวัตถุที่มีคุณค่าทางพุทธศิลป์และทางจิตใจ กล่าวได้ว่า พระกริ่งปวเรศเป็นพระกริ่งรุ่นแรกที่สร้างขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์
การสร้าง ในปี พ.ศ. 2434 (บรรณานุกรมหอสมุดแห่งชาติ มหามกุฎราชวิทยาลัย หน้า 5 วรรค 2) กรมพระยาปวเรศฯ ไม่ได้ออกแบบ จัดสร้างเพื่อเป็นอนุสรณ์ทรงได้รับมหาสมณุตมาภิเษก ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 8 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ออกแบบโดยช่างสิบหมู่(ผู้ออกแบบหลัก) บรมวงศานุวงศ์(นายทุน) และไวยาวัชกรวัดบวรนิเวศ(ฝ่ายพิธีการ) สมัยนั้น จึงมีหลายแบบพิมพ์ทรง บางแบบใช้แม่พิมพ์เก่าก็มี โลหะก็ไม่เหมือนกัน บางองค์ก็แบบพิมพ์ใหม่ รวมทั้งที่อยู่ในขันน้ำมนต์ และยอดไม้เท้าของพระองค์ท่าน จำนวนการสร้างไม่ได้กล่าวไว้ ..............จากรูป พระกริ่งปวเรศ (ผู้สร้างสมเด็จวังบูรพา) พ.ศ.2434 ............พระกริ่งฯที่เป็นของแท้ ย่อมตรวจสอบได้ พระกริ่งฯขวามือผิวเดิมๆ อายุ 119 ปี(พ.ศ.2553) วรรณะกลับดำดั่งสีนิล, ซ้ายมือและองค์กลางขัดด้วยน้ำยา wenol เสร็จใหม่ๆเพื่อให้เห็นเนื้อในองค์กลางเนื้อสัมฤทธิ์เดชมีสีผิวเนื้อเงินวาวอมเหลืองจางๆ, องค์ซ้ายมือสัมฤทธิ์คุณสีผิวเนื้อเงินวาวอมเขียวนิดๆ เนื่องจากมีส่วนผสมของเนื้อเงินมาก รูปด้านหลังขวามือสุด พระกริ่งสีผิววรรณะเดิมๆ อายุ 119 ปี(2553), องค์ซ้ายมือกับองค์กลางขัดด้วยน้ำยา wenol เผยให้เห็นสีผิวด้านใน พระกริ่งกลับดำเป็นสีนิลตามตำราส่วนผสมการสร้างพระกริ่งดั้งเดิมของ สมเด็จพระพนรัต วัดป่าแก้ว(วัดใหญ่ชัยมงคล) จ.พระนครศรีอยุธยา ต่อมาตำราได้ตกมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระปรมานุชิโนรส วัดพระเชตุพนฯ จนกระทั่งตำราตกทอดมาถึง สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ จึงได้ทรงสร้าง "พระกริ่งปวเรศ" ขึ้น ใช้โลหะ9 อย่างผสมตามสูตรเรียกว่า "นวโลหะ" มีคุณสมบัติพิเศษ หากกระทบกันเสียงดังคล้ายกับเสียงลูกแก้วมากระทบกัน ซึ่งเป็นเนื้อโลหะที่แข็งแกร่งในตัว

ไฟแฟลช

ไฟแฟลช

ถ่ายด้วยการเปิดแฟลช จะได้วรรณะสีผิวอีกแบบหนึ่ง

ด้านหน้า 36 ชั่วโมง

ด้านหน้า 36 ชั่วโมง
พระกริ่งปวเรศ พ.ศ.2434 ภายหลังขัดน้ำยา wenol ผ่านไป 36 ชั่วโมง

พระกริ่ง4.5วัน108ชั่วโมง

พระกริ่ง4.5วัน108ชั่วโมง
พระกริ่งฯ วรรณะสีผิวขัดด้วยน้ำยา wenol ผ่านไป 4.5 วันหรือ 108 ชั่วโมง

พระกริ่งปวเรศฯ ขัดด้วยขี้ผึ้งเบอร์ 28a

พระกริ่งปวเรศฯ ขัดด้วยขี้ผึ้งเบอร์ 28a

พระกริ่งปวเรศฯ ขัดด้วยขี้ผึ้งเบอร์28a เป็นการเคลือบผิวพระกริ่งปวเรศ พ.ศ.2434ให้เห็นการกลับของสีผิวชัดเจน

อ่านต่อ  คลิกที่นี่ 

(webpage) 200981_55956.gif

Online: 41 Visits: 8,246,358 Today: 1,919 PageView/Month: 212,755