ศูนย์พระเครื่องพระบูชาออนไลน์ https://www.amuletsale4u.com

 เข้าสู่ระบบ - สมัครสมาชิก  

(webpage) 200981_55956.gif

พระสมเด็จบางขุนพรหม กรุใหม่

เป็นเรื่องแปลก

พระสมเด็จที่บรรจุกรุภายใต้องค์พระเจดีย์หน้าพระอุโบสถ"วัดใหม่อมตรส" แต่กลับขนานนามว่า พระสมเด็จบางขุนพรหม

แต่เมื่อเราได้สืบสาวราวเรื่องย้อนไปในอดีต จะเห็นว่า วัดใหม่อมตรส เป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างมีมาแต่สมัยกรุงธนบุรี เป็นราชธานี แต่เดิมวัดใหม่อมตรส มีชื่อว่า วัดบางขุนพรหมใน คู่กับวัดบางขุนพรหมนอกคือ วัดอินทรวิหาร

แต่มาภายหลังได้เปลี่ยนชื่อเป็น วัดวรามตาราม แต่ไม่มีหลักฐานว่าได้เปลี่ยนชื่อเป็น วัดใหม่อมตรส ตั้งแต่เมื่อใด

เพราะฉะนั้น การที่คนเล่นพระรุ่นเก่าแก่โบราณ เรียกว่า "พระสมเด็จบางขุนพรหม" จึงเป็นเรื่องที่เหมาะสมอย่างที่สุด

คำว่า "พระกรุบางขุนพรหม" หรือ พระสมเด็จบางขุนพรหม อาจจะมีการเรียกกันตั้งแต่สมัยรัชกาลที่5 ของกรุงรัตนโกสินทร์ก็เป็นได้

เรื่องอภินิหารพระสมเด็จของท่านเจ้าประคุณพระพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี)วัดระฆังฯ ที่รักษาโรคป่วงให้หายได้อย่างศักดิ์สิทธิ์ได้ขจายขจรเรื่อยมา และหลังจากปีระกาป่วงใหญ่ ปี พ.ศ.2416 ซึ่งเป็นปีที่เจ้าประคุณฯสิ้นชีพตักษัยไปแล้ว 1 ปี (พ.ศ.2415) ในระยะเวลาดังกล่าวได้มีการเสาะแสวงหาพระสมเด็จกันมาก ที่วัดระฆังฯก็ได้หมดสิ้นไปแล้ว คนเก่าๆนึกขึ้นมาได้ว่า เสมียนตราด้วง ได้ขออาราธนาให้เจ้าประคุณสมเด็จฯสร้างสมเด็จบรรจุไว้ในพระองค์เจดีย์หน้าอุโบสถ เมื่อปี พ.ศ.2413 จึงได้เริ่มหาอุบายในการตกพระกันขึ้นในครั้งนั้น และได้พระสมเด็จไปเป็นจำนวนมากเพราะเป็นการตกครั้งแรก อาจเรียกว่า พระสมเด็จบางขุนพรหม หรือ พระกรุบางขุนพรหม กันมาตั้งแต่ครั้งนั้นก็เป็นได้

ครั้งนั้นเมื่อทำการเปิดกรุเมื่อปี พ.ศ.2500 จึงได้เรียกว่า "พระสมเด็จกรุบางขุนพรหม" อย่างที่คนโบราณได้เรียกขานกันมา ไม่เรียกว่า "พระสมเด็จ กรุวัดใหม่อมตรส"

การเปิดกรุพระสมเด็จฯ

วัดใหม่อมตรส บางขุนพรหม กรุงเทพมหานคร

ท่านเจ้าอาวาสวัดใหม่อมตรสองค์ปัจจุบันคือ ท่านพระครูบริหารคุณวัตร(ชม สิรินฺธโร) ซึ่งท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดนี้มา 50 กว่าปีแล้ว ได้เล่าถึงเรื่องราวของพระสมเด็จ กรุบางขุนพรหม ที่บรรจุอยู่ภายในองค์พระเจดีย์หน้าอุโบสถ วัดใหม่อมตรส ได้ความว่า

"พระสมเด็จฯบางขุนพรหม เป็นพระที่สมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) เป็นผู้สร้างบรรจุไว้ในพระเจดีย์ที่อยู่หน้าพระอุโบสถเมื่อ ร.ศ.112 ต่อมาได้มีการลอบตกพระสมเด็จฯในพระเจดีย์นี้"

วิธีนี้ก็คือเอาดินเหนียวปั้นแล้วผูกกับเชือกหย่อนลงไปในทางช่องระบายลมของพระเจดีย์ให้ถึงพื้นกรุ(สำหรับความสูงของช่องระบายลมข้างในพระเจดีย์ถึงก้นประมาณ 3 วา) ก่อนตกก็ต้องเอาน้ำเทลงไปทางช่องระบายลมเพื่อให้พระขยับเขยื้อนองค์ จะได้ติดดินเหนียวขึ้นมาง่ายๆ การตกนี้บางคืนก็ได้พระสมเด็จ บางคืนก็ไม่ได้(เป็นการตกพระก่อนที่จะเปิดกรุเพียงแค่ปีหรือสองปี)

"เจ้าอาวาสองค์ก่อน(ท่านครูอมรคณาจารย์ เส็ง)ท่านจึงห้ามเพราะกลัวเจดีย์จะพัง"

ต่อมาเมื่อการตกพระไม่สัมฤทธิผล เพราะดินที่ผูกเชือกตกลงไปปิดองค์พระโดยสิ้นเชิง จึงได้มีการลอบขุดพระเจดีย์กันต่อมา

"ขุดกันทุกคืน จนเป็นหลุมเบ้อเร่อ เบ้อร่า"

ด้วยเหตุนี้ทางวัดจึงจัดพระและเณรคอยเฝ้าพระเจดีย์เป็นประจำทุกคืน แต่บางคืนฝนตกฟ้าร้องครืนๆ ใครจะอยู่ไหว สู้ไม่ไหว เอาไฟฟ้าไปติดเอาเจ้าพายุไปติดก็สู้ไม่ไหว เพราะขโมยไม่กลัวไฟฟ้า การลอบขุดนี้เข้าใจว่าคงเอาพระไปได้ไม่น้อยเหมือนกัน

ด้วยเหตุที่ขโมยขุดสำเร็จดังกล่าว ทางวัดจึงทำการเปิดกรุเสียเอง ทั้งที่ก่อนหน้านั้น พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และอดีตอธิบดีกรมตำรวจซึ่งเคยเป็นประธานกรรมการฉลองวัดนี้ เมื่อปี พ.ศ.2489 เวียนมาขอให้ทำการเปิดกรุถึง 2-3 ครั้ง แต่ท่านเจ้าอาวาสไม่ยอม ท่านบอกว่าได้ตั้งปณิธานไว้แล้วว่าจะไม่เปิด

"ท่านมาเสียปณิธานขโมยลักขุดนี่เอง หนักเข้าเลยต้องเปิด ท่านอนุมัติให้ทำการเปิด"

การเปิดได้กระทำในวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ.2500 โดยมี พลเอกประภาส จารุเสถียร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในขณะนั้นเป็นประธานการเปิดกรุ มีอธิบดีกรมการศาสนา เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอ ตำรวจทหาร ร่วมในพิธีนี้อย่างมากมาย

สำหรับตำรวจและสารวัตรทหารนั้นได้เรียงรายล้อมพระเจดีย์และพระอุโบสถเป็นชั้นๆอย่างหนาแน่นและเข้มแข็ง คือ สารวัตรทหารล้อมรอบชั้นใน ส่วนตำรวจคุ้มกันอยู่ด้านนอกอีกทีหนึ่ง

การขุดได้เริ่มลงมือเมื่อเวลา 7.00 น. โดยพลเอกประภาส จารุเสถียร ทำการขุดเป็นพิธี 2-3 ที แล้วเจ้าหนัาที่ขุดซึ่งเป็นฆราวาสได้ทำการขุดต่อถึงกรุ ต่อจากนั้นการขุดจึงตกเป็นหน้าที่ของพระวัดใหม่อมตรสซึ่งท่านพระครูบริหารคุณวัตร(เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน)เป็นผู้อำนวยการขุดฝ่ายบรรพชิต หลวงปู่ลำภูเป็นรองฯฝ่ายบรรพชิต โดยห้ามฆราวาสผู้หนึ่งผู้ใดเข้ามายุ่งเกี่ยวเป็นอันขาด

สำหรับภายในพระเจดีย์ปรากฎว่า มืดทึบอบอ้าวหายใจไม่ออก ถึงขนาดทางวัดต้องเอาหลอดไฟฟ้าขนาด 100 แรงเทียนเดินสายเข้าไปข้างในให้แสงสว่าง และเอาพัดลมเข้าไปเป่าเป็นการระบายอากาศ

ส่วนสภาพบริเวณที่บรรจุพระสมเด็จฯปรากฎว่ามี 4 หลุมด้วยกัน โดยมีคานกากบาทอยู่ข้างบนหลุม และคานนี้เองที่องค์พระเจดีย์คร่อมอยู่ข้างบนอีกทีหนึ่ง

เมื่อขุดพระแต่ละหลุมแล้ว ต้องทะลายกำแพงใต้คานลอดเข้าไปแต่ละหลุม สำหรับพระที่บรรจุนั้นกองไว้ก้นหลุม ซึ่งมีน้ำชื้นแฉะเปียกชุ่มอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น พระจึงมีขี้กรุจับหนาแน่นและเสียหายเป็นจำนวนมาก

เมื่อขุดพระขึ้นมาจากหลุมแต่ละหลุมแล้วก็ได้ทำการบรรจุใส่ลังไม้ฉำฉา ปิดลังตีตราลำเลียงเอาออกจากกรุทันที แล้วนำเอามาไว้ในพระอุโบสถทั้งหมด เป็นจำนวน 31 ลัง แต่ในจำนวนนั้นเป็นดินขี้กรุล้วนๆเสีย 21 ลัง คงมีพระเพียง 10 ลังเท่านั้น และใน 10 ลัง ก็คงไม่ใช่พระอย่างเดียว แต่มีดินปนอยู่ด้วยไม่ใช่น้อย

จากการที่มีดินมากเช่นนี้ จึงได้ความจริงว่าได้มีการตกพระกันจริง เพราะดินที่ตกพระอยู่ในนั้นยังมีสภาพเป็นก้อนกลมๆ

การขุดได้กระทำการเสร็จในวันเดียวกันนั้น เมื่อเวลาประมาณ 22.00 น.ด้วยความเรียบร้อย โดยไม่มีเหตุอะไรเกิดขึ้น และในวันเดียวกันนั้น คณะกรรมการตลอดจนพระเณรได้อยู่ปฏิบัติหน้าที่กันตลอดรุ่ง ทั้งพระและฆราวาสต่างก็เหน็ดเหนื่อยไปตามๆกัน

พอรุ่งขึ้นวันที่ 25 พฤศจิกายน 2500 คณะกรรมการก็ได้ทำการนับพระที่ขุดได้ ปรากฎว่าได้พระสมเด็จฯทั้งหมดที่ยังอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์จำนวน 2,950 องค์ นอกจากนั้นก็ได้พระสมเด็จฯตะกั่วถ้ำชา 1 องค์ พระสมเด็จฯพิมพ์ทรงไสยาสน์ 3 องค์ และตะกรุด

สำหรับตะกรุดคงเป็นของคนสมัยนั้นนำมาบรรจุไว้ด้วย ส่วนพระสมเด็จฯที่หักชำรุดมีมากมาย

อนึ่ง ในวันเดียวกัน คณะกรรมการได้ประชุมแบ่งพิมพ์ และตั้งราคาเช่าพระด้วย แต่ได้จัดการเปิดให้เช่าในวันที่ 30 หรือ 31 ของเดือนถัดไป

วันแรก ผู้คนสนใจเข้ามาเช่ากันแน่นมาก ขนาดพิมพ์ปรกโพธิ์มีจำนวนจำกัด หากอยากได้ต้องวางมัดจำ ปรากฎว่ามีผู้ต้องการมากกว่าจำนวนพระ เลยต้องคืนเพราะไม่มีพระจะให้ ทั้งนี้ทางวัดถือว่าใครมาก่อนได้ก่อน คนมาทีหลังเลยอด ส่วนพิมพ์อื่นๆก็จำหน่ายได้ดีในขณะนั้นก็ได้แก่พิมพ์ใหญ่ และพิมพ์เจดีย์

สำหรับสมเด็จที่ลงรักปิดทอง ได้แก่ พิมพ์เส้นด้าย พิมพ์ฐานแซม และพิมพ์ฐานคู่ ทางวัดได้ให้เช่าด้วย แต่เนื่องจากมีจำนวนน้อยจึงมีผู้สั่งจองหมด

การเช่าพระสมเด็จฯนี้ บางคนถึงกับสั่งจองทั้ง 8 พิมพ์เลยก็มี พวกผู้ใหญ่บางคนก็เซ็นเช็คเอาหมดทุกพิมพ์เหมือนกัน แต่บางท่านเอาเพียงองค์เดียวหรือสององค์

ท่านผู้ใหญ่ที่เช่าพระสมเด็จฯ ก็ได้แก่ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น จอมพลถนอม กิตติขจร อดีตนายกรัฐมนตรี พล ร.อ.หลวงชำนาญวรรณยุทธ อดีตผู้บัญชาการทหารเรือ หลวงวิจิตรวาทการ อดีตปลัดบัญชาการสำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรี นายทวี บุญเกตุ อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตประธานคณะกรรมการลงทุน พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ ยมนาค ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เป็นต้น

การจำหน่ายในขณะนั้นก็ทำกันอย่างละเอียดถี่ถ้วนคือ ผู้ที่จะรับพระพิมพ์ใหน ราคาใด เมื่อจ่ายเงินแล้วใครชอบพิมพ์อะไรก็ถือใบเสร็จไปรับพระที่หน้าต่างพระอุโบสถตามช่องนั้น ซึ่งแต่ละช่องหน้าต่างจะมีพระสงฆ์สององค์คอยส่งพระให้ วิธีนี้รู้สึกว่าประชาชนพอใจมาก และปลอดภัยแก่ทางวัดด้วย

การจำหน่ายพระสมเด็จดังกล่าวได้มีผู้สนใจมาก เช่าในขณะนั้นทุกวันนับตั้งแต่เปิดให้เช่าพระสมเด็จฯ ดังนั้น หน้าบรรณพระอุโบสถทั้งสองด้านจึงมีรูปปั้นสมเด็จทั้งสองด้าน ซึ่งที่มือของสมเด็จได้ถวายพระสมเด็จฯด้านละองค์ ส่วนที่พระเกศพระประธานในพระอุโบสถซึ่งเปิดได้ ก็ได้บรรจุพระสมเด็จฯหนึ่งองค์กับพระสมเด็จฯหักอีกเยอะ ตลอดจนพระธาตุที่คนเอามาร่วมสร้างอีกเยอะ ทั้งนี้ เพื่อเป็นมงคลกับพระอุโบสถของวัดใหม่อมตรส

สำหรับเงินหนึ่งล้านสี่แสนบาทนี้ ทางวัดได้นำมาทำการสร้างพระอุโบสถ กำแพงแก้ว และบูรณะพระเจดีย์เป็นจำนวนเงินทั้งหมดคือ สร้างพระอุโบสถเป็นเงินหนึ่งล้านบาท สร้างกำแพงแก้วและบูรณะพระเจดีย์เป็นจำนวนเงินสองแสนบาท

อนึ่งพระสมเด็จฯกรุวัดใหม่อมตรสนี้ ทางวัดโดยท่านพระครูบริหารคุณวัตรได้นำพระสมเด็จฯพิมพ์ใหญ่ จำนวน 6 องค์ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ ทั้ง 4 พระองค์ ในพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน

วันที่พระครูบริหารคุณวัตรเข้าเฝ้าถวายนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงถวายภัตตาหารเพล และมีพระราชดำรัสถึงพระสมเด็จฯว่า

"ได้เคยรู้ประวัติเกี่ยวกับสมเด็จฯพระพุฒาจารย์โตอยู่ ขอบคุณมาก"

นอกจากนี้ นายแฉล้ม บัวเปลี่ยนสีซึ่งเป็นกรรมการทำการขุดพระสมเด็จฯวัดใหม่อมตรสอีกท่านหนึ่ง และท่านผู้นี้เป็นผู้เชี่ยวชาญในการต่อพระสมเด็จฯอีกท่านหนึ่งในเมืองไทย ได้กล่าวว่า

"พระสมเด็จวัดใหม่อมตรสนี้ได้พิมพ์ของวัดระฆังฯปนอยู่ด้วยประมาณ 3 พิมพ์คือ พิมพ์ใหญ่ พิมพ์เจดีย์และพิมพ์ฐานแซม"

สำหรับจำนวนพิมพ์ที่สำคัญๆนั้น ก็ปรากฎว่าพิมพ์เกศบัวตูมนั้นมีประมาณ 30 องค์ พิมพ์ปรกโพธิ์มี 16 องค์ ส่วนพิมพ์อกครุฑมีจำนวนมากพอสมควร ซึ่งพิมพ์อกครุฑนี่แหละที่คณะกรรมการบอกว่าเป็นพิมพ์บ๊วย กำหนดราคาเช่าต่ำสุดเพียง 500 บาทเท่านั้น ดังนั้นเมื่อทางวัดเปิดให้เช่าพิมพ์นี้จึงหมดก่อนพิมพ์อื่นในระยะเวลาอันสั้น

ขนาดองค์พระและราคาเช่าพระสมเด็จ(โต)วัดใหม่อมตรส

1.พิมพ์ทรงใหญ่ ขนาด ส่วนกว้าง 2.5 ซม. ส่วนสูง 3.5 ซม. ส่วนหนา 0.5 ซม.

ราคาที่ทางวัดให้เช่า

ชั้นพิเศษ องค์ละ 3,500 บาท ชั้นที่หนึ่ง องค์ละ 3,000 บาท

ชั้นที่สอง องค์ละ 2,500 บาท ชั้นที่สาม องค์ละ 1,500 บาท

2.พิมพ์ทรงเกศบัวตูม ขนาดเดียวกับพิมพ์ทรงใหญ่

ราคาเช่า ชั้นพิเศษ 3,500 บาท ชั้นที่หนึ่ง 3,000 บาท

3.พิมพ์ทรงเจดีย์ ขนาดส่วนกว้าง 2.1 ซม. ส่วนสูง 3.2 ซม. ส่วนหนา 0.4 ซม.

ราคาเช่า ชั้นพิเศษ 2,200 บาท ชั้นที่หนึ่ง 2,000 บาท

ชั้นที่สอง 1,500 บาท ชั้นที่สาม 800 บาท

4.พิมพ์ทรงฐานแซม ขนาดส่วนกว้าง 2 ซม. ส่วนสูง 3.5 ซม. ส่วนหนา 0.4 ซม.

ราคาเช่า ชั้นพิเศษ 2,200 บาท ชั้นที่หนึ่ง 2,000 บาท

ชั้นที่สอง 1,500 บาท ชั้นที่สาม 800 บาท

5.พิมพ์ทรงเส้นด้าย ขนาดส่วนกว้าง 2.2 ซม. ส่วนสูง 3.4 ซม. ส่วนหนา 0.4 ซม.

ราคาเช่า ชั้นพิเศษ 2,200 บาท ชั้นที่หนึ่ง 2,000 บาท

ชั้นที่สอง 1,500 บาท ชั้นที่สาม 800 บาท

6.พิมพ์ทรงฐานคู่ ขนาดส่วนกว้าง 2.2 ซม. ส่วนสูง 3.5 ซม. ส่วนหนา 0.5 ซม.

ราคาเช่า ชั้นพิเศษ 2,000 บาท ชั้นที่หนึ่ง 1,900 บาท

ชั้นที่สอง 1,600 บาท ชั้นที่สาม 500 บาท

7.พิมพ์ทรงสังฆาฏิ(แบบมีหูและไม่มีหู) ขนาดส่วนกว้าง 2 ซม. ส่วนสูง 3.2 ซม. ส่วนหนา 0.4 ซม.

พิมพ์ทรงสังฆาฏิ(แบบไม่มีหู) ขนาดกว้าง 2.3 ซม. ส่วนสูง 3.3 ซม. ส่วนหนา 0.3 ซม.

ราคาเช่า ชั้นพิเศษ 2,000 บาท ชั้นที่หนึ่ง 1,800 บาท

ชั้นที่สอง 1,200 บาท ชั้นที่สาม 500 บาท

8.พิมพ์ทรงปรกโพธิ์ ขนาดส่วนกว้าง 2.1 ซม. ส่วนสูง 3.3 ซม. ส่วนหนา 0.5 ซม.

9.พิมพ์ทรงอกครุฑ-เศียรบาตร(ไกเซอร์) ขนาดส่วนกว้าง 2.2 ซม. ส่วนสูง 3.4 ซม. ส่วนหนา 0.3 ซม.

ราคาเช่า ชั้นพิเศษ 1,400 บาท ชั้นที่หนึ่ง 1,200 บาท

ชั้นที่สอง 800 บาท ชั้นที่สาม 400 บาท

10.พิมพ์ทรงไสยาสน์ ขนาดส่วนกว้าง 6.5 ซม. ส่วนสูงตรงพระเศียร 4 ซม. ส่วนหนา 0.9 ซม.

ราคาเช่า 5,000 บาท

อ่านต่อ  คลิกที่นี่

นำมาจาก หนังสือพระสมเด็จบางขุนพรหม โดยคุณชุมพล ฉันทพิชญา

ขอขอบคุณเป็นอย่างสูงไว้ ณ ที่นี้ด้วย

www.amuletsale4u.com

 

(webpage) 200981_55956.gif