ศูนย์พระเครื่องพระบูชาออนไลน์ https://www.amuletsale4u.com

 เข้าสู่ระบบ - สมัครสมาชิก  
          

“สำริด” จากเครื่องมือเครื่องใช้สู่งานศิลปะ โลหะเริ่มแรกแห่งอารยธรรม

       "สำริด" สามารถเขียนอีกอย่างหนึ่งได้ว่า "สัมฤทธิ์" น่าจะมีรากศัพท์มาจากภาษาสันสกฤต ตรงกับภาษาบาลีว่า สมิทฺธิ แปลว่า “ความสำเร็จ” 

.

        สำริด สัมฤทธิ์ ทองสำริด หรือ Bronze ในภาษาอังกฤษ ก็คือ “โลหะผสม” ที่เกิดขึ้นจากการเทคโนโลยีในการนำแร่ทองแดงจากธรรมชาติมาหลอมผสมรวมกับแร่ธาตุอื่น ๆ เช่นดีบุก ตะกั่ว ในอัตราส่วนที่เหมาะสม

.

       ในสมัยโบราณก่อนที่โลกจะปรากฏอารยธรรมขนาดใหญ่ มนุษย์รุ่นแรก ๆ ในหลายภูมิภาคของโลก ต่างก็เสาะหาวัสดุธรรมชาติที่มีความแข็งและทนทาน เพื่อนำมาแปรเปลี่ยนสภาพเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ หรืออาวุธ ปกป้องตนจากสัตว์ร้าย ทั้งที่เป็นไม้ กระดูกสัตว์ และหิน

. 

         ด้วย “หิน” เป็นวัตถุดิบที่มีความแข็งมากที่สุดในยุคเริ่มแรกก่อนที่มนุษย์จะมารู้จักกับโลหะ จึงถูกนำมาดัดแปลงเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ ประเภทต่าง ๆ ดังที่เราพบหลักฐานของหิน ทั้งที่เป็นขวานหิน เครื่องประดับที่ทำจากหิน รูปแกะสลักหิน ฯลฯ ในแหล่งโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ทั่วโลก

       ต่อจากการใช้หิน มนุษย์ก็เริ่มเรียนรู้ว่าหินนั้นขาดความยืดหยุ่น แตกหักง่าย และมีความแข็งน้อยกว่าโลหะ เมื่อต้องมาปะทะกันในสงครามของครั้งแรก ๆ มนุษย์จึงเริ่มมีการคิดค้นหาวิธีที่จะนำโลหะมาใช้แทนที่หิน ซึ่งโลหะชนิดแรกที่มนุษย์ค้นพบและนำมาใช้งาน คือ “ทองแดงธรรมชาติ  (Native copper)” และ “ทอง (Gold)” เพราะสามารถตีเป็นแผ่นได้โดยไม่ต้องใช้ความร้อน ก่อนที่จะมีวิวัฒนการมาสู่การถลุงโลหะ (Smelting) และการใช้ความร้อนในการหล่อหลอมโลหะ  (Casting) ในเวลาต่อมา

 .

        หลักฐานการใช้โลหะที่เก่าแก่ที่สุดพบที่ตะวันออกกลางเมื่อประมาณ  10,000 - 12,000  ปีมาแล้ว  จากการนำเอาทองแดงมาทำเป็นเครื่องมือโดยตีเป็นแผ่นที่เรียกว่า การตีเย็น (Cold Hammering) ก่อนพัฒนาการมาเป็นการใช้ความร้อนหลอมทองแดงกับดีบุก  เพื่อให้ทองแดงมีความแข็งตัวเป็นโลหะสำริดในยุคต่อมา

.

         จนเมื่อกว่า 6 พันปีที่แล้ว กลุ่มชนเชื่อสายอารยัน (Aryan) ในภูมิภาคซูซา (Susa) และลูริสถาน (Luristan) บริเวณรอบทะเลสาบแคสเปี้ยนของประเทศอิหร่าน และอารยธรรมลุ่มแม่น้ำไทกรีส ยูเฟตรีส ในประเทศอิรัก จัดเป็นกลุ่มชนแรก ๆ ที่มีหลักฐานทางโบราณคดีแสดงให้เห็นร่องรอยเทคโนโลยีโลหกรรมการหลอมโลหะ "สำริด" อันเป็นส่วนผสมระหว่างโลหะทองแดงและโลหะดีบุก ที่ต้องใช้เทคโนโลยีระดับสูงขึ้นกว่าแต่เดิม เพื่อหลอมแร่ทั้งสองชนิดเข้าด้วยกัน ด้วยความร้อนสูงราว 1,200  องศาเซลเซียส ขึ้นเป็นครั้งแรก ๆ ในโลก

.

        สำริดเป็นโลหะผสมที่มีความแข็ง เหนียวแต่ยืดหยุ่น มีความแข็งแรงและทนทานกว่าหินและทองแดงธรรมชาติที่เคยใช้กันมาในอดีต การค้นพบโลหกรรม “สำริด” เป็นรากฐานสำคัญในการบุกเบิกอารยธรรมมนุษยชาติ จนมีคำกล่าวว่า “....ถ้ามนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์เมื่อหลายพันปีมาแล้ว ไม่รู้จักโลหะสำริด แล้วไม่คิดค้นเทคโนโลยีเอาโลหะสำริดมาทำเครื่องมือเครื่องใช้ ป่านนี้มนุษย์อาจยังไปไม่ถึงดวงจันทร์ก็เป็นได้....”
.

        โลหกรรมสำริด คือการนำเอาแร่ทองแดงที่ผ่านการถลุงแล้วมาหลอมผสมกับดีบุก ตะกั่ว แร่พลวง สังกะสี หรือสารหนู เพื่อให้มีความแข็งตัว สามารถนำไปหลอมเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ เครื่องประดับ อาวุธและงานศิลปะ ในสมัยโบราณ แร่ทองแดง (Copper ores) ที่ถูกนำมาใช้จะมีอยู่ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแร่อ๊อกไซด์และคาร์บอเนต กับกลุ่มแร่ซัลไฟด์ ซึ่งจะมีขบวนการเตรียมตัวเพื่อการถลุงก่อนนำมาใช้ที่แตกต่างกัน

.

      กลุ่มแร่อ๊อกไซด์ และคาร์บอเนต เช่น มาลาไคท์  (Malachite) การเตรียมแร่และแยกแร่คือ ทุบให้ได้ขนาดเล็กเพื่อแยกเอาหินออกให้ได้มากที่สุด ล้างและตากแร่ทองแดงให้แห้งก่อนนำไปถลุง ส่วนแร่ทองแดงชนิดซัลไฟด์  ต้องเผาแร่เพื่อขจัดซัลไฟด์ก่อน เพื่อไม่ให้ทองแดงมีรูพรุนมากในการถลุง หลังจากการเตรียมแร่แล้ว   จึงนำไปผ่านขั้นตอนการถลุงเพื่อให้ได้แร่ทองแดงบริสุทธิ์แล้วจึงนำไปหล่อหลอมในขั้นตอนต่อไป

 .

      เทคโนโลยีของการหลอม (Casting)  เริ่มจากการนำเอาทองแดงที่ได้มาจากการถลุง มาให้ความร้อนอีกครั้งในเบ้าหลอม(Crucible)  โดยผสมกับดีบุกหรือตะกั่ว โดยอัตราส่วนดีบุกหรือตะกั่ว 1 - 5 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้ทองแดงมีความแข็งตัวมากยิ่งขึ้น  การให้ความร้อนที่เบ้าหลอมนั้น บริเวณผิวบนของโลหะจะถูกกับอากาศเกิดเป็นฟองลอยขึ้นต้องปาดส่วนนั้นทิ้งออกไป ส่วนที่ถูกทิ้งออกไปก็กลายเป็นฟองขี้แร่ เมื่อได้โลหะเหลวแล้วจึงนำไปเทเป็นรูปร่างหล่อในแบบพิมพ์(Mould)ซึ่งมี 4 แบบ คือ

 .

        1. แม่พิมพ์เปิด (Open Mould) เป็นแม่พิมพ์ชิ้นเดียวที่เซาะเป็นร่องหรือรูปร่างที่ต้องการเพื่อเป็นแบบของโลหะ ส่วนใหญ่ใช้เซาะร่องในหินทรายหรืออาจเป็นไม้และดินเผาที่ทนความร้อน

        2. แม่พิมพ์ 2 ชิ้นประกบกัน (Double Mould)  เป็นแม่พิมพ์ที่แกะเซาะร่องจากหินทรายหรือดินเผาที่ทนไฟ  ทำเป็น  2  ชิ้นประกบกัน มีร่องสลับเทน้ำโลหะลงไป เมื่อเย็นตัวแล้วจึงแยกแม่พิมพ์ออก 2 ด้าน

 

 

.

        3. แม่พิมพ์ชนิดแกนลอย  (False-cored Moulds)  เป็นแม่พิมพ์ที่มีแกนด้านในส่วนด้านนอกทำแบบไว้หลายชิ้นประกบกัน  ใช้หมุดยึดกับแกนในเหลือช่องไว้เทโลหะลงไปด้านหนึ่ง อีกด้านหนึ่งเป็นช่องเหลือไว้สำหรับน้ำโลหะที่ล้นออกมา

.  

        4. แม่พิมพ์แบบดินหล่อแทนที่ขี้ผึ้ง (Lost wax Casting)  เป็นการใช้ดินและขี้ผึ้งเป็นแบบของโลหะที่มีรูปร่างซับซ้อน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีในการทำเครื่องประดับและรูปเคารพศาสนาในยุคต่อมา วิธีการหล่อก็คือ ปั้นหุ่นดินผสมทรายเป็นโครงร่างใกล้เคียงกับรูปร่างของวัตถุที่ต้องการ  นำขี้ผึ้งซึ่งทำเป็นเส้นมาพันรอบแกนดินตกแต่งผิวขี้ผึ้งตามรูปร่างและลวดลายที่ต้องการทำขี้ผึ้งสำหรับเป็นชนวนไว้เพื่อการไหลออกของขี้ผึ้งและทางไหลเข้าของโลหะ  จากนั้นพอกแผ่นขี้ผึ้งด้วยดินอีกครั้งหนึ่ง  นำไปเผาไฟให้ขี้ผึ้งละลายจากนั้นก็เทน้ำโลหะซึ่งผ่านการหลอมละลายในเบ้าหลอมไปในแบบพิมพ์ เมื่อเย็นตัวจึงค่อยกะเทาะดินที่หุ้มและแกนดินด้านในออก โลหะก็จะเข้าไปแทนที่ขี้ผึ้งเป็นรูปร่างตามที่ต้องการ

.

       หลังจากการค้นพบเทคโนโลยีในการควบคุมความร้อน เพื่อการถลุงแร่และการหลอมโลหะในอุณหภูมิสูง มนุษย์จึงค่อยเริ่มมีพัฒนาการในการนำเหล็ก (Iron) และ เงิน (Silver) จากธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ในยุคต่อ ๆ มาครับ

 .

       มาถึงตรงนี้ เพื่อนชาว Blog OKNation ก็คงได้รู้จักกับ “สำริด” โลหะกรรมเริ่มแรกแห่งอารยธรรมของมนุษย์กันมาพอสมควรแล้ว ผมก็ขอเชิญชวนให้มาดูเรื่องราวของโลหะสำริด ที่เคยได้รับความนิยมในยุคสมัยหนึ่ง ในสังคมมนุษย์ก่อนจะเปลี่ยนแปลงมานิยมใช้เหล็กในเวลาต่อมาครับ

.

        แต่ก็ไม่ใช่ว่า เมื่อมีการใช้โลหะเหล็กในสังคมแล้ว ความนิยมในการใช้โลหะสำริดจะหายไปนะครับ แต่ตรงกันข้าม ถีงมีโลหะที่แข็งแรงกว่าและหาได้ง่ายอย่างเหล็กมาทำเครื่องมือเครื่องใช้แล้ว ความสวยงามและความหมายก็ยังสู้โลหะสำริดที่เคยใช้ไม่ได้เลย สำริดจึงเปลี่ยนแปลงหน้าที่จากเครื่องมือเครื่องใช้ มาเป็นเครื่องประดับและงานศิลปกรรม จากอาวุธและของใช้ธรรมดากลายมาเป็นเครื่องประดับ ศิลปะรูปเคารพและงานปะติมากรรม

       ด้วยเพราะสำริด ก็คือโลหะสีทองที่มีความมันวาว เช่นเดียวกับทองคำ หากในสมัยโบราณคำเรียก “ทอง” จะมีความหมายถึงทองสำริด และคำว่า “คำ” จึงจะมีความหมายว่า “ทองคำ” ครับ 

.       

        หลักฐานโลหกรรมในสมัยโบราณของประเทศไทย เราพบเครื่องมือเครื่องใช้ ทั้งที่ทำมาจากทองแดงบริสุทธิ์ สำริด และเหล็ก กระจัดกระจายตัวอยู่ทั่วทุกภูมิภาค ตั้งแต่เหนือจรดใต้

.

        แต่ก็คงต้องทำความเข้าใจกันก่อนครับว่า ในชุมชนหรืออารยธรรมหนึ่งอาจมีความเจริญกว่าอีกชุมชนหรือในช่วงระยะเวลาเดียวกัน เช่นชุมชนโบราณที่ตั้งอยู่ตามแนวชายฝั่งทะเลโบราณหรือริมแม่น้ำใหญ่ ก็จะได้รับเทคโนโลยีการถลุงโลหะสำริด มาจากโลกภายนอกก่อนชุมชนที่อยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดิน บางที่ก็ยังใช้เครื่องมือหินอยู่ บางชุมชนใช้ทั้งเครื่องมือหินและเครื่องมือทองแดง และบางชุมชนใช้ทั้งเครื่องมือหิน ทองแดงและสำริดไปพร้อม ๆ กัน ก็มี !!!       

.

        ด้วยความก้าวหน้าทางวัฒนธรรมและเทคโนโลยีของแต่ละกลุ่มชนแตกต่างกัน จึงมีช่วงเวลาการใช้สำริดและเหล็กไม่พร้อมกัน ผมจึงไม่นิยมเรียกเป็นยุคหิน ยุคทองแดง ยุคโลหะ ยุคสำริด หรือยุคเหล็ก ตามเขาครับ

.

        ตามประสบการณ์ของผม ร่อยรอยของการใช้โลหะทองแดงธรรมชาติ ปรากฏในดินแดนสุวรรณภูมิ ในราวก่อน 5,000 – 4,000  ปีที่แล้วซ้อนทับเวลากับการใช้เครื่องมือหินและเครื่องมือสำริดในเวลาเดียวกัน

.

        โลหกรรมสำริด กระจายตัวไปในพื้นที่ต่าง ๆ  มีทั้งมากและน้อย เช่นที่โนนนกทา จังหวัดขอนแก่น บ้านเชียง อุดรธานีและลุ่มน้ำป่าสักในเขตจังหวัดนครสวรรค์ ลพบุรี ล้วนมีร่องรอยการถลุงแร่ทองแดงและการหลอมสำริดมายาวนานและมากกว่าที่อื่น ๆ ในประเทศไทย

.

        จนเมื่อราว 2,500 ปีที่แล้ว จึงเริ่มมีการใช้เหล็กเป็นครั้งแรก ๆ โลหกรรมเหล็กกระจายตัวไปในวัฒนธรรมตามลุ่มน้ำโบราณ เข้าถึงชุมชนใกล้เส้นทางก่อนชุมชนที่อยู่ห่างไกลออกไป ในขณะที่โลหะสำริดถูกนำมาใช้เป็นเครื่องประดับและงานศิลปะของชุมชนใกล้เส้นทางที่มีความเจริญ และอาจจะไปอยู่ในชุมชนล้าหลังไกลเส้นทางที่ยังไม่มีการถลุงโลหะ แต่ก็นำเครื่องประดับจากชุมชนใกล้ไปใช้จากการติดต่อค้าขายระหว่างกันก็มี

. 

         และเมื่อชาวสุวรรณภูมิเริ่มรับวัฒนธรรม เทคโนโลยี และคติความเชื่อทางศาสนาจากชมพูทวีป(อินเดีย) เมื่อประมาณ 1,800 ที่แล้ว จึงนำโลหะสำริดซึ่งมีคุณสมบัติเหมาะสมกว่าเหล็ก ไปหล่อเป็นรูปเคารพ สร้างสรรค์เป็นงานศิลปกรรม เพื่อสนองตอบต่อความเชื่อ ประเพณีและพิธีกรรม เช่น สร้างเป็นเทวรูป พระพุทธรูป พระโพธิสัตว์ ฯลฯ ยกย่องเป็นสิ่งของศักดิ์สิทธิ์ สามารถดลบันดาลให้สำเร็จประโยชน์ต่าง ๆ และทำให้อยู่เย็นเป็นสุข ตามความเชื่อในแต่ละลัทธิศาสนา

.

.

       และอาจจะเป็นเพราะคำว่า "สัมฤทธิ์" มีความหมายถึง "ความสำเร็จ" ในภาษาสันสฤต คนในสมัยโบราณจึงนิยมใช้โลหะสำริดมาสร้างเป็นรูปเคารพในคติความเชื่อ ก็อาจเป็นไปได้ครับ

.

        มาฟัง มาดูเรื่องราวของโลหะ"สำริด"จากเครื่องมือสู่งานศิลปะ ในประเทศไทย ผ่านรูปภาพประกอบกันดีกว่าครับ

.

       รูปแรกเป็นรูปของเครื่องมือประเภทขวานปล่องและเครื่องประดับ เบ้าหลอม จากวัฒนธรรมลุ่มน้ำสงคราม แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง อุดรธานี และภูมิภาคในเขตจังหวัดสกลนคร อายุในราว 4,500 ปี - 2,000 ปี

.

 .

 ลูกกระพรวนสำริด หลากหลายรูปแบบ พบกระจายตัวทั่วประเทศไทย

อายุในราว 2,000 - 2,500 ปี

.

.

เครื่องประดับทำจากสำริด จากแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง

อายุในราว 2,000 ปี 

.

.

.

หอกและขวานปล่องสำริด จากแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง

อายุในราว 2,000 ปี

.

.

กำไรรูปแมลงปอ และ กำไลรูปเขาควาย ประดับลูกกระดิ่ง

จากแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี

.

.

หอกในยุคเหล็ก ด้ามเป็นสำริด อายุในราว 1,800 - 2,000 ปี

เป็นหลักฐานการซ้อนทับระหว่างการใช้เครื่องมือสำริดและเครื่องมือเหล็ก

ในประเทศไทย

.

.

       กระดิ่งรูปสตรีแสดงเครื่องหมายเพศ อายุในราว 3,000 - 4,500 ปี จากที่ราบลอนลูกคลื่น นครสวรรค์ เป็นร่องรอยของโลหกรรมสำริดที่นำเข้ามาจากต่างประเทศในยุคแรก ๆ เป็นรูปที่น่าจะเกี่ยวข้องกับคติความเชื่อหรือพิธีกรรมในยุคก่อนประวัติศาสตร์ เรื่อง "ความอุดมสมบูรณ์"  (Fertirity ritual)

.

.

กระบี่จอมยุทธ์ ? ด้ามสำริด ดาบเหล็ก ฝักกระบี่เป็นไม้ผุพังไปมาก

พบในแห่งโบราณคดียุคหิน - ทองแดง

เขตลุ่มน้ำป่าสัก อำเภอลำนารายณ์ อายุในราว 3,000 ปี

.

.

กระดิ่งหน้าคน จากลุ่มน้ำป่าสัก อายุประมาณ 2,000 ปี

.

.

ภาชนะสำริด ภายในมีร่องรอยของลูกปัดแก้ว

จากลุ่มน้ำป่าสัก อายุประมาณ 2,000 ปี

.

.

ระฆังรูปไก่ เป็นเทคโนโลยีการหล่อสำริดรูปสัตว์ที่สวยงาม

อายุในราว 2,000 ปี จากลุ่มน้ำป่าสัก ชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี

.

.

ขวานปล่องสำริด พบเป็นจำนวนมากในเขตโบราณคดีภาคกลางไปจนถึง

ภาคอีสาน อายุราว 2,000 - 3,500 ปี

.

.

ระฆังสำหรับแขวนคอสัตว์ มีแง่งเป็นแขน และลวดลายดาวคล้ายตา

จากแหล่งโบราณคดีลุ่มน้ำป่าสัก อายุในราว 2,000 ปี

.

.

ระฆังสำริด พบเป็นจำนวนมาก ในแหล่งโบราณคดีทั่วภูมิภาค

อายุในราว 2,000 ปี

.

.

ระฆังช้าง มีรูปช้างขนาดเล็กเกาะอยู่ด้านบน ใช้สำหรับคล้องคอช้าง

พบในแหล่งโบราณคดีลุ่มน้ำป่าสัก ชัยบาดาล อายุในราว 2,000 ปี

.

.

ต่างหูสำริดจากเนินอุโลก นครราชสีมา อายุในราว 1,800 - 2,000 ปี

เป็นหลักฐานเครื่องประดับสำริดในยุคเหล็ก

.

.

โครงกระดูกสตรีใส่เครื่องประดับสำริดทั้งที่เป็นต่างหู

กำไลแขนและห่วงเอว อายุในราว 1,800 ปี จากเนินอุโลก นครราชสีมา

เป็นหลักฐานของเครื่องประดับสำริดในยุคเหล็ก

.

.

โครงกระดูกผู้ชายใส่ห่วงคอสำริดและเครื่องประดับเขี้ยวเสือ

อายุในราว 1,800 ปี จากเนินอุโลก นครราชสีมา

เป็นหลักฐานของเครื่องประดับสำริดในยุคเหล็ก

.

.

          กลองมโหรทึกสำริดในวัฒนธรรมดองซอน (Dong Son Culture) ซึ่งพบมากทางตอนใต้ของประเทศจีนและเวียดนาม และกระจายตัวไปทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นการติดต่อกันระหว่างชุมชนในภูมิภาคสุวรรณภูมิในสมัยโบราณ

.

.

รูปเคารพสำริด พระอนาคตพุทธะไมเตรยะ สี่กร

อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 12 จากบ้านฝ้าย บุรีรัมย์

.

.

พระนารายณ์บรรทมสินธุ์ จากปราสาทแม่บุญตะวันตก

อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 16

.

.

เทวรูปสำริด ขัดล้างเนื้อจนเห็นเป็นสีทอง อายุราวพุทธศตวรรษที่ 16

.

.

นันทิเกศวรสำริด พุทธศตวรรษที่ 16 จากปราสาทสระกำแพงใหญ่ ศรีสะเกษ

.

.

พระวัชรสัตว์พุทธะสำริด อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 17

.

.

หัวนาค 5 เศียรสำริดประดับราชยานคานหาม อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 17

.

.

พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร สำริด อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 17

.

.

รูปพระคเณศสำริด อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 18

.

.

        เทวรูปพระศิวะ รูปสิงห์และช้างเอราวัณสำริด ที่อยุธยานำมาจากเขมรและพม่านำไปจากกรุงศรีอยุธยาอีกที ปัจจุบันตั้งอยู่ในวัดพระมหามัยมุนี (Maha Myat Muni)ในเมืองมัณฑะเลย์ อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 18

.

.

.

.

.

พระวัชรสัตว์พุทธะสำริด

ขุดได้โดยบังเอิญใน มรภ.เทพสตรี จังหวัดลพบุรี อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 18

.

.

รูปเคารพบุคลาฐิษฐานสำริด "พระรัตนตรัยมหายาน"

รูปเคารพในคติความเชื่อนิกาย"วัชรยานตันตระ" แบบพกพา

อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 18

.

.

.

รูปเคารพบุคลาฐิษฐานสำริด "พระวัชรสัตว์พุทธะ"

รูปเคารพในคติความเชื่อนิกาย"วัชรยานตันตระ" แบบพกพา

อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 18

.

.

       พระศิวะสำริด จากศาลพระศิวะเมืองกำแพงเพชรโบราณ ถือเป็นรูปหล่อสำริดที่มีความงดงามที่สุดรูปหนึ่งของประเทศไทย อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 19

.

.

เทวสตรีสำริด สี่กร จากกำแพงเพชร อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 20

.

.

พระพุทธรูปปางลีลาสำริด ศิลปะแบบกำแพงเพชร

อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 21

.

.

พระพุทธรูปทรงเครื่องกษัตริย์ สำริด ศิลปะอยุธยาคลาสลิค

อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 22

.

.

         หลายคนคงสังเกตเห็นนะครับว่า วัตถุโบราณที่ทำจากสำริด จะมีคราบสีเขียวติดอยู่ทุกรูป นั่นก็เพราะ "สำริด" เป็นโลหะผสมที่มีอัตราส่วนของทองแดงเป็นจำนวนมาก และบางทีเราก็จะพบสำริดบางชิ้นปรากฏสนิมสีแดง เกิดจากสนิมของตะกั่วที่ผสมอยู่ภายในเนื้อของสำริด  

.

       กระบวนการออกซิไดซ์ (Oxidizations) ของสำริด ทำให้เกิดคราบสนิมสีเขียวเกาะอยู่บนพื้นผิวเช่นเดียวกับสนิมของทองแดง และยิ่งเป็นโบราณวัตถุที่ผ่านการฝัง อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีความชื้นสูง หรือผ่านกาลเวลาที่ยาวนาน สนิมสีเขียวของสำริดก็จะมีมากและหนา บางทีสนิมก็ออกมารวมกับเนื้อดินภายนอกกลายเป็นคราบเกาะแน่น ซึ่งในกระบวนการรักษาโบราณวัตถุในทางวิทยาศาสตร์ จะระมัดระวังเป็นพิเศษในเรื่องการขัดล้างคราบสนิมที่เกาะอยู่ เพราะหากสนิมกินเข้าไปในเนื้อ หากขัดล้างรุนแรง ก็จะทำให้เนื้อของวัตถุโบราณนั้นหลุดออกมาด้วยครับ

 

 

ข้อมูลดีมากๆจากบล็อกของคุณวรณัย email : jeabvoranai@yahoo.com

นำมาจาก http://www.oknation.net/blog/voranai/2007/10/25/entry-2

 

ขอขอบคุณเป็นอย่างสูงไว้ ณ ที่นี้ด้วย

 

www.amuletsale4u.com