ศูนย์พระเครื่องพระบูชาออนไลน์ https://www.amuletsale4u.com

 เข้าสู่ระบบ - สมัครสมาชิก  
ค้นหาสินค้าในเว็บ
ประเภทสินค้า

http://file.siam2web.com/amuletsale4u/2017719_66271.jpg

รับแต่งรถคันโปรดของคุณ ให้เฉิดโฉมไฉไลกว่าเดิม

ที่นี่ที่เดียว บ้านรถแต่ง บริหารงานโดย

กวี จันทร

(เสี่ยเปิ้ลบ้านรถแต่งร้อยเอ็ด) 

 โทร.089-5770586

ประเภทสินค้า : พระกรุเนื้อโลหะ(ยอดนิยม) » พระอุปคุตเขมร No.013
พระอุปคุตเขมร No.013
สถิติการชม : 10,455 ครั้ง
พระอุปคุตเขมร No.013
พระอุปคุตเขมร No.013

พระอุปคุตเขมร เนื้อสำริดเก่า ขนาดห้อยคอ สภาพเดิมๆยังไม่ผ่านการใช้ สวยมากไม่มีซ่อม   ท่านใดสนใจโทร.สอบถามกันได้  ส่วนวิธีการชำระ/การส่งสินค้าและเงื่อนไขการรับประกัน คลิก

 
  โทร.สอบถาม 087-2233441 คุณกาญจน์ จันทร webmaster

พระอุปคุตเขมรองค์นี้เนื้อสำริด หล่อโบราณสวยงามมากๆไม่ผ่านการใช้ ขนาดห้อยคอกำลังเหมาะครับ ขยายภาพให้ชมกันชัดๆ

ภาพที่ 1. ภาพด้านหน้า

ภาพที่ 2. ภาพด้านข้าง(ขวาองค์พระ)

ภาพที่ 3. ภาพด้านข้าง(ซ้ายองค์พระ)

ภาพที่ 4. ภาพด้านหลัง

ขอนำเรื่องราวเกี่ยวกับตำนานพระอุปคุตมาให้ศึกษาเพิ่มเติมครับ

(webpage) 200981_55956.gif

ตำนานพระอุปคุต

(webpage) 200981_55956.gif

       พระเถระอุปคุตเป็นชาวเมืองปาตลีบุตร เมื่อบวชแล้วบำเพ็ญเพียรจนสำเร็จเป็นพระอรหันต์ขีณาสพ สำเร็จอภิญญาต่างๆ จนสามารถแสดงอภินิหาเป็นที่เล่าลือมาจนทุกวันนี้ มีปฏิปทาดำเนินไปในทางสันโดษ มักน้อย นัยว่าท่านเนรมิตเรือนแก้ว (กุฏิแก้ว) ขึ้นในท้องทะเลหลวง (สะดือทะเล)   แล้วก็ลงไปอยู่ประจำที่กุฏิแก้วตลอดเวลา เมื่อมีเหตุเภทภัยเกิดขึ้นในพระศาสนา หรือเมื่อมีพิธีกรรมใหญ่ๆ หรือมีผู้นิมนต์ ท่านก็จะขึ้นมาช่วยเหลือด้วยความเต็มใจเสมอ

       สรุปรวมความได้ว่า ท่านเป็นพระเถระสำคัญองค์หนึ่งในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช (ผู้นำกองทัพธรรมแผ่กระจายไปทั่วโลก) เป็นพระเถระผู้เปี่ยมด้วยพุทธานุภาพและฤทธิ์เดชเกรียงไกร สามารถปราบพญามารและกำจัดสิ่งชั่วร้ายที่จะมาทำลายพิธีกรรมใหญ่ ๆ มาแต่ครั้งโบราณ


       เรื่องราวก็มีอยู่ว่า เมื่อประมาณปลายพุทธศตวรรษที่ 2 หลังพุทธปรินิพพาน ณ นครปาตลีบุตราชธานี (ปัจจุบันคือเมืองปัตนะ ภาคใต้อินเดีย) พระเจ้าอโศกมหาราชผู้ครองราชสมบัติในขณะนั้น ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง ตามตำนานกล่าวว่าได้ทรงสร้างพระวิหารและพระสถูปมากมายทั่วทั้งชมพูทวีป (ตำนานว่ามากถึงแปดหมื่นสี่พันองค์) เป็นผู้รวบรวมและขุดค้นพระบรมสารีริกธาตุเพื่อจะนำไปบรรจุในสถูปที่พระองค์ทรงสร้างไว้ทุกแห่ง 

       เมื่อการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุเสร็จเรียบร้อยแล้ว พระองค์ก็ทรงปรารภที่จะจัดให้มีการฉลองสมโภช พระสถูปเจดีย์ทั้งหมดนั้น เป็นการมโหฬารยิ่ง ตลอด 7 ปี 7 เดือน 7 วัน และเพื่อให้การฉลองสมโภชเป็นไปด้วยความเรียบร้อยปราศจากอุปสรรค จึงใคร่จะอาราธนาพระสงฆ์ขีณาสพที่ทรงอิทธิฤทธิ์มาเป็นผู้คุ้มครองงานให้ปราศจากการรบกวนจากมารร้ายต่าง ๆ
แต่พระสงฆ์ในนครปาตลีบุตร ไม่มีรูปใดที่จะสามารถเป็นผู้คุ้มครองงานมหกรรมอันยิ่งใหญ่นี้ให้พ้นจากภัยทั้งหลายทั้งปวงได้ (โดยเฉพาะภัยจากพญาวัสสวดีมาร ผู้มีฤทธิ์ยิ่งกว่าภูตผีปีศาจทั้งหลาย) นอกเสียจากพระอุปคุตเถระผู้เดียวเท่านั้น พระสงฆ์ทั้งปวงจึงตั้งตัวแทน ๒ รูป ลงไปอาราธนาพระอุปคุตเถระผู้เรืองฤทธิ์มาช่วยรักษาความปลอดภัย ในงานสมโภชครั้งนี้ ซึ่งกล่าวกันว่า พระอุปคุตเถระองค์นี้ มีปกติสันโดษอยู่องค์เดียว เข้าฌานสมาบัติเสวยวิมุตติสุขอยู่ในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ภายในปราสาทแก้วที่เนรมิตขึ้นเหนือรัตนะบัลลังก์ จะออกจากสมาบัติเหาะขึ้นมาบิณฑบาตในโลกมนุษย์ในวันพุธเพ็ญกลางเดือนเท่านั้น  


       และในครั้งนี้เอง พระอุปคุตเถระถูกพระภิกษุสองรูปผู้ได้อภิญญาสมาบัติชำแรกมหาสมุทรลงมาถึงตัวท่านแจ้งว่า ให้ท่านจงเป็นธุระป้องกันพญามารอย่าให้รบกวนงานฉลองพระสถูปเจดีย์ของพระเจ้าอโศกมหาราชได้

       เมื่อพระอุปคุตเถระได้รับนิมนต์ ก็เดินทางมานมัสการและรายงานตัวต่อคณะสงฆ์ในวันรุ่งขึ้น พระเจ้าอโศกมหาราชจึงได้เสด็จเข้ามานมัสการคณะสงฆ์เพื่อขอทราบเรื่องผู้จะที่จะมาทำหน้าที่รักษาการงานฉลองสมโภชพระสถูปเจดีย์ เมื่อพระองค์ทรงทราบว่าผู้ที่จะมาทำหน้าที่นี้คือพระอุปคุตเถระ   ก็ทรงนึกแคลงพระทัย เนื่องจากพระอุปคุตเถระนั้น มีร่างกายผ่ายผอมดูอ่อนแอ ก็ทรงไม่แน่ใจเกรงจะทำหน้าที่ได้ไม่สมบูรณ์ แต่ไม่ทรงตรัสว่ากระไร


       ครั้นรุ่งเช้าวันใหม่ ขณะที่พระอุปคุตหาเถระออกบิณฑบาตในนครปาตลีบุตรนั้น พระเจ้าอโศกมหาราช ใคร่จะทดสอบฤทธิ์พระเถระ   จึงทรงปล่อยช้างซับมัน (ช้างตกมัน) ให้เข้าทำร้ายพระเถระ พระมหาอุปคุตเถระเห็นดังนั้น จึงสะกดช้างที่กำลังวิ่งเข้ามา ให้หยุดอยู่กับที่ ไม่ไหวติงประดุจช้างที่สลักด้วยศิลา พระเจ้าอโศกมหาราชทอดพระเนตรเห็นดังนั้น ก็ทรงเลื่อมใส จึงเสด็จไปขอขมาพระเถระ พระมหาอุปคุตเถระก็ให้อภัยทั้งแก่พระเจ้าอโศกมหาราช และพญาคชสาร


       เมื่อเห็นว่าพระอุปคุตเถระมีฤทธิ์เดชมาก พระเจ้าอโศกมหาราชก็ทรงวางพระทัย   ตรัสสั่งให้เตรียมฉลองสมโภชพระสถูปเจดีย์ทั้งหมดด้วยการปลูกปะรำร้านโรง ประดับธงทิวและประทีปโคมไฟ ตลอดระยะทางกึ่งโยชน์ ทำให้ตามแนวฝั่งแม่น้ำคงคาสว่างไสวไปทั่วทั้งบริเวณ

       บรรลุฤกษ์งามยามดีตามที่กำหนดไว้ บรรดาพระสงฆ์ขีณาสพและพระสงฆ์ปุถุชน ตลอดจนพุทธศาสนิกชนทั้งในนครปาตลีบุตรและต่างแดนจากจตุรทิศ ก็เริ่มหลั่งไหลเข้าสู่บริเวณงาน พร้อมเครื่องสักการบูชาเพื่อร่วมพิธีฉลองสมโภชพระบรมสารีริกธาตุที่บรรจุอยู่ในมหาเจดีย์   และเจดีย์ทั้งแปดหมื่นสี่พันองค์ ด้วยความเลื่อมใสศรัทธาเป็นอย่างยิ่ง


       และในเวลานี้เอง พญามาร (พญาวัสสวดีเทพบุตรมาร) ก็มุ่งหน้าเข้ามาในงานกับเค้าเหมือนกัน ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะก่อความวุ่นวายต่างๆ นานา ทั้งบันดาลให้เกิดลมพายุทั้งแปลงร่างเป็นสัตว์ป่าและสัตว์หิมพานต์ แต่ทุกครั้งก็โดนพระอุปคุตเถระ กำราบได้หมด และสุดท้าย เพื่อให้พญามารออกไปจากบริเวณพิธี พระอุปคุตเถระจึงเนรมิตร่างหมาเน่าขึ้นมาตัวหนึ่ง แล้วดึงประคตจากเอวของท่านออกมาผูกร่างหมาเน่านั้น คล้องคอพญามารไว้ แล้วสำทับว่าไม่ว่าใครก็ตาม (นอกจากท่านเอง) จะเอาหมาเน่านี้ออกจากคอพญามารไม่ได้ แล้วขับพญามารออกไปจากบริเวณงานทันที

       ด้วยความอับอาย พญามารก็ออกมาจากบริเวณงานและพยายามแก้ร่างสุนัขเน่าออกด้วยฤทธานุภาพ แต่ทำอย่างไรก็ไม่สามารถแก้ได้ เพราะเมื่อเอามือทั้งสองต้องสายประคตที่คล้องคอทีไร ต้องมีไฟลุกขึ้นไหม้คอและมือทันที สุดจะแก้ไขด้วยตนเองได้ ก็ไปหาที่พึ่งอื่น (ที่คิดว่าน่าจะช่วยได้)
แต่ถึงแม้จะไปหาท้าวมหาราชทั้งสี่ พระอินทร์ ท้าวยามา ท้าวสันดุสิต ท้าวนิมิตเทวราช ตลอดจนท้าวสหัสบดีพรม ก็ไม่มีใครสามารถช่วยได้ ต่างได้แต่แนะนำว่า ให้พญามารไปขอขมาและขอความเมตตาจากพระเถระผู้นั้นเสียดีกว่า


       พญามารเห็นดังนั้น จึงจำใจต้องกลับไปหาพระเถระ อ้อนวอนให้ช่วยเอาซากหมาเน่าออกจากคอให้ แล้วจะไม่มารบกวนการจัดงานอีก พระอุปคุตเถระก็อนุโลมตาม แต่ยังไม่ไว้ใจพญามารนัก   เกรงพญามาร จะกลับมาทำลายพิธีในภายหลัง จึงเดินนำพญามารไปยังเขาใหญ่ลูกหนึ่ง แล้วเอาร่างหมาเน่าทิ้งลงเหว และเนรมิตให้สายประคตยาวขึ้นแล้วพันคอพญามารไว้กับเขาลูกนั้น พร้อมทั้งแจ้งว่า เมื่อเสร็จพิธีฉลองสมโภชพระมหาเจดีย์สิ้นสุดลงแล้ว   จึงจะแก้โซ่ออกปล่อยให้พญามารเป็นอิสระ (7 ปี 7 เดือน 7 วัน)

       เวลาผ่านไปตามที่ตกลงกัน การจัดงานสมโภชน์ ก็สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี พระอุปคุตเถระ จึงกลับมาหาพญามาร โดยแอบอยู่ห่างๆ เพื่อฟังเสียงพญามารว่า ละพยศร้ายหรือยัง


       พญามารเอง เมื่อจากทิพยวิมานอันบรมสุข มารับทุกขเวทนาเช่นนี้ ก็ละพยศร้ายในสันดาน หวนนึกถึงพระพุทธโคดม จึงกล่าวสดุดี ในความเมตตากรุณาของพระพุทธเจ้า ในเรื่องที่ทรงมีมหากรุณาธิคุณ อันยิ่งใหญ่ว่าทรงบำเพ็ญสิ่งอันเป็นที่สุดหามิได้ เป็นที่พึ่งพำนักแก่สัตว์โลกทั้งมวล ในกาลทุกเมื่อ พระองค์นั้น เป็นผู้ประเสริฐหาผู้เสมอเหมือนมิได้  อนึ่ง   ในกาลก่อนข้าพเจ้าได้ทำร้ายพระองค์โดยประการต่างๆ แต่พระองค์ก็ยังทรงมหากรุณาธิคุณ มิได้กระทำการโต้ตอบแก่ข้าพเจ้าเลย มาบัดนี้ สาวกของพระองค์นามว่าอุปคุต ไม่มีเมตตาแก่ข้าพเจ้าเลย กระทำกับข้าพเจ้าให้ได้รับความทุกข์ทรมานแสนสาหัส และได้รับความอับอายเป็นอย่างยิ่ง ถ้าหากว่าข้ายังมีบุญกุศลที่ได้สั่งสมไว้แต่กาลก่อน ข้าพเจ้าขอตั้งจิตอธิษฐาน ปรารถนาเป็นพระสัพพัญญูในอนาคต ดังเช่นพระองค์ต่อไป

       กล่าวได้ว่า การตกระกำลำบากในครั้งนี้ ทำให้พญามาร ซึ่งความจริงแล้ว ในอดีตชาติ (ในยุคของพระกัสสปพุทธเจ้า) เคยมีจิตตั้งมั่นที่จะบำเพ็ญเพียรให้ได้เป็นพระพุทธเจ้าเช่นกัน แต่ที่ได้กระทำการขัดขวาง พุทธศาสดาของพระพุทธโคดม ก็ด้วยความริษยาพระพุทธโคดม (มีมิจฉาทิฐิ) เนื่องด้วยพระองค์ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าก่อนตน ทั้งๆ ที่ตนบำเพ็ญบารมีมามากพอสมควรเหมือนกัน แต่การกระทำในแต่ละครั้งก็มิได้ล่วงเกินทำบาปหนักแต่ประการใด

       เมื่อพระอุปคุตเถระ ได้ยินคำปรารภดังนั้นก็เห็นว่าพญามารสิ้นพยศแล้ว จึงแก้โซ่ออกปล่อยให้พญามารเป็นอิสระ พร้อมทั้งขอขมาพญามาร และบอกว่า การกระทำครั้งนี้ก็เพื่อให้พญามารระลึกได้ถึงพุทธภูมิที่ท่านเคยปรารถนาไว้เท่านั้นเอง มิได้มีเจตนาที่จะล่วงเกินประการใด ซึ่งพญามารก็เข้าใจด้วยดี
ต่อจากนั้นพระเถระ ก็ได้ขอให้พญามารเนรมิตกายเป็นพระพุทธองค์ เพื่อจะได้เห็นเป็นพุทธานุสติบ้าง ซึ่งพญามารก็รับคำ แต่ขอร้องว่า เมื่อเห็นเขาเนรมิตกายเป็นพระพุทธองค์แล้ว อย่าหลงกราบไหว้เป็นอันขาด เพราะจะให้เขาบาปหนัก


       ครั้นเมื่อพญามารเนรมิตกายเป็นพระพุทธเจ้า ประกอบด้วยมหาปุริสลักษณะและฉัพพรรณรังสี อันวิจิตร มีพระอัครสาวกเบื้องซ้ายเบื้องขวาแวดล้อมด้วยมหาสาวกทั้งหลายเป็นบริวาร เสด็จเยื้องย่าง ด้วยพุทธลีลาอันงดงามยิ่ง พระเถระและบรรดาพุทธบริษัททั้งหลาย เห็นเช่นนั้น ก็ลืมตัวพากันถวายนมัสการ ทำเอาพญามารตกใจ รีบคืนร่างเดิมและท้วงติงว่า ทำให้ตนมีบาปหนัก แต่พระเถระก็กล่าวให้พญามารสบายใจว่า ทุกคนกราบไหว้พระพุทธเจ้า และพญามารก็ไม่บาปหรอก จะได้กุศลมากกว่า

 

       จากนั้นพญามาร ก็กลับคืนสู่สวรรค์ ชั้นที่ 6 วิมานของตน และนับแต่นั้นมา พญามารได้มีจิตอ่อนน้อมเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา หมดสิ้นน้ำใจริษยา และบำเพ็ญบารมีเพื่อพุทธภูมิต่อไป 

 

 

       ส่วนเรื่องความเชื่อและศรัทธาพระอุปคุต นำมาห้อยคอหรือประจำกายนั้น เชื่อกันว่ามีพุทธคุณในทางแคล้วคลาด อยู่ยงคงกระพันโชคลาภและเมตตามหานิยมดียิ่งนัก.

www.amuletsale4u.com

 

(webpage) 200981_55956.gif